วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อหังการวาติกันแบงก์ คอลัมน์ วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2556

อหังการวาติกันแบงก์

คอลัมน์ วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2556 
ผู้เข้าชม : 6 คน 


หลังจากเรื่องอื้อฉาวผ่านไปหลายครั้งจนกระทั่งมีคนตั้งคำถามว่า ธนาคารวาติกัน (IOR) หรือธนาคารของพระเจ้า คือแหล่งฟอกเงินใหญ่ที่สุดของโลกที่เป็นเส้นทางเงินผิดกฎหมายของอาชญากร ระดับพี่เบิ้มของโลก ล่าสุดผู้บริหารธนาคารวาติกันคนล่าสุดชาวเยอรมัน เอิร์นส ฟอน ไฟร์แบร์ก ก็ออกมาประกาศแผนทำความสะอาดธนาคารอย่างง่ายดายเหลือเชื่อ
เขา ประกาศว่า ตอนแรกที่ได้รับการทาบทาบเข้ามาทดแทนผู้บริหารคนเก่าที่ลาออกหลังจากข่าว อื้อฉาวหลายเรื่อง รวมทั้งล่าสุด ที่อิตาลี ซึ่งการจับกุมนักบวชคาทอลิกอิตาเลียนที่ลักลอบขนเงินให้กับมาเฟียด้วย เครื่องบินส่วนตัวของสำนักวาติกันในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  ยังผลให้ธนาคารวาติกัน (IOR ) ที่ลึกลับมายาวนาน ถูกกระแสบังคับให้หันมายอมรับถึงความจำเป็นต้องปฏิรูปขนานใหญ่เพื่อให้เกิด ความโปร่งใส และฟื้นฟูศรัทธาของศาสนิกชนคาทอลิกกลับคืนมา เขาคิดว่าจะต้องมีการล้างบางกันขนานใหญ่ แต่เมื่อเข้ามาจริงกลับผิดคาด เพราะพบว่า บัญชีลูกค้าของ IOR นั้น ทั้งหมดเป็น “บัญชีสะอาดอย่างยิ่ง”
ข้อสรุปดังกล่าว ปิดท้ายด้วยการประกาศว่า ธนาคารวาติกัน ได้รับการสะสางแล้วว่าเป็นสถาบันการเงินที่สะอาดหมดจด
เรียบร้อยโรงเรียนวาติกัน
วิธี การทำความสะอาดอย่างทื่อมะลื่อ และไร้ยางอายเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะการแอบอิงพระเจ้าสำหรับการล้างบาปทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ของศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งเคยถูกกล่าวหามาแล้วในประวัติศาสตร์อันเลื่องลือมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นยุคของกษัตริย์ เฮนรี่ที่ 2  เรื่อยมาถึงยุคของมาร์ติน ลูเธอร์ จนถึง ดอสตอยเยฟสกี้ และ เฟรดริก นิทเช่
ในยุคกลางของยุโรป ศาสนจักรคาทอลิก ยังถือสิทธิอ้าง กฎหมายศาสนจักร (Canon law) ซึ่งใช้ปกครองภายในองค์การคาทอลิกตั้งเป็นกฎหมายแข่งกับกฎหมายแห่งรัฐ (State Law) ของกษัตริย์ โดยระบุว่า พื้นที่ของศาสนจักรนั้น เป็นเขตปลอดกฎหมายแห่งรัฐ ห้ามกล้ำกรายหรือรุกล้ำเข้ามา
ผลลัพธ์ คือในโบสถ์คาทอลิกในยุโรปยุคกลางเป็นที่ซ่องสุมและลี้ภัยของโจรและขโมยกัน อย่างเปิดเผย ภายใต้การคุ้มครองของนักบวชทุศีลที่สมรู้ร่วมคิด ซึ่งยังผลให้เกิดความร้าวฉานระหว่างกษัตริย์อังกฤษและศาสนจักรอย่างรุนแรง
ทหารของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 ของอังกฤษ รุมฆ่าสังฆราช ทอมัส เบ็กเก็ต ในโบสถ์แห่งเมืองแคนเธอเบอรี่ในค.ศ. 1170  เพราะความขัดแย้งระหว่างอำนาจบังคับใช้กฎหมายรัฐและกฎหมายศาสนจักรที่ทับซ้อนกันดังกล่าว
ใน ยุคของมาร์ติน ลูเธอร์ในคริสต์ศตววรรษที่ 15 สำนักวาติกันโดยสันตะปาปาลีโอที่ 20 ได้สร้างพระราชวังหรูหราจนเกือบไม่มีกษัตริย์องค์ใดยุคนั้นเทียบเคียงได้ ทำการขายใบฎีกาไถ่บาปเพื่อหาเงินเข้าพระคลัง เริ่มต้นจากขายโดยตรงผ่านเครือข่ายโบสถ์คาทอลิก แล้วระบาดไปขายทางอ้อมยังสาขาธนาคารทั้งหลายซึ่งรับเป็นเอเย่นต์รับชำระล้าง บาปโดยไม่ต้องซื้อใบฎีกาที่โรม จนกระทั่งมาร์ติน ลูเธอร์ ทนไม่ได้ ต้องลงมือเขียน"ญัตติ 95 ข้อ แห่งวิทเทนแบร์ก” ที่เปลี่ยนโฉมยุโรปต่อมา
ฟีโอดอร์ ดอสตอยเยฟสกี้ นักคิดนักเขียนรัสเซีย เขียนเย้ยหยัน ในนวนิยายเรื่อง พี่น้องคารามาซอฟ ใน ตอน The Grand Inquisiter ว่า พระเยซูกลับชาติมาเกิดใหม่ในช่วงศาลศาสนาในยุโรปเรืองอำนาจ แล้วถูกศาลศาสนาสั่งจับในข้อหาเดียรถีย์ ด้วยข้อหาว่า สั่งสอนให้ชาวคริสต์แยกตนเออกจากศาสนจักร โดยผู้พิพากษาศาลศาสนาประกาศในท้ายสุดว่า หากไม่แขวนคอพระเยซูเสีย ศาสนจักรจะถึงกาลอวสาน
ส่วน เฟรดริก นิทเช่ไปไกลกว่านั้น เขาประกาศว่า พระเจ้าตายไปแล้ว เพราะถูกศาสนจักรทำลาย และกลายเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพลที่ถอยห่างออกจากเส้นทางของพระเจ้าอย่างสุด ขั้ว
คำกล่าวอ้างของวาติกันในการทำความสะอาด IOR ด้วยข้ออ้างเชิงจารีตเก่าแก่ที่คนไทยได้ยินกันบ่อยๆ ว่า “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” เป็น เรื่องง่ายดายเกินไป และปฏิเสธการตรวจสอบโดยอ้างถึงความดีเชิงคุณธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามสูตรของ คาทอลิก ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงของกระแสโลกาภิวัตน์ ที่กำลังเรียกร้องหาความร่วมมือในการไล่ล่าหรือป้องกันด้วยกฎหมายต่อต้านการ ฟอกเงิน และต่อต้านการก่อการร้ายที่เข้มงวด ชาติต่างๆ จำต้องยอมรับกติกาว่าด้วยการต่อต้านการฟอกเงินและก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกัน อย่างลึกซึ้ง (ดังเช่นการล่มสลายของธนาคารไพรเวทแบงกิ้งในสวิตเซอร์แลนด์ต่อเนื่อง) ยังผลให้องค์กรที่เหมาะสำหรับผู้กระทำความผิดในการฟอกเงินและก่อการร้ายทั้ง หลาย หาทางใช้ประโยชน์จากองค์กรศาสนจักรที่มีกติกาหลบหนีการควบคุมจากกฎหมายรัฐ ได้มากที่สุดอย่างเข้มข้นมากขึ้น
การปฏิเสธประเด็นท้าทายต่อศาสนจักรด้วยท่าทีไม่แยแสและเพิกเฉย ในกรณีที่คนที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรืออ้อมของศาสนจักร (หมายถึงองค์กรจัดตั้งของศาสนา) ได้สมรู้ร่วมคิด หรือตกเป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการฟอกเงิน หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยกลุ่มอาชญากรรมจัดตั้งอันซับซ้อนและแนบเนียน เป็นพฤติกรรมที่น่าผิดหวังพอสมควร และยากอย่างยิ่งที่จะเห็นกระบวนการต่อต้านการฟอกเงินได้รับการบังคับใช้ อย่างเอาจริงเอาจัง
อหังการ ของวาติกัน คงจะต้องเผชิญช่องว่างของพฤติกรรมระหว่างกฎหมายศาสนจักรและกฎหมายทางโลกีย์ มากขึ้น พร้อมกับเสียงวิพากษ์และความท้าทายหลังจากกรณีนี้ผ่านไปแล้ว รวมทั้งทำให้ประวัติศาสตร์แห่งความอื้อฉาวถูกบันทึกเพิ่มเติมมากขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น