กงล้อประวัติศาสตร์ยุคต้น
คอลัมน์ วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2556 ผู้เข้าชม : 4 คน

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 น่ะ ไม่ได้มีแต่นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ชุมนุมต้านเผด็จการถนอม-ประภาสแค่กรุงเทพฯแห่งเดียวนะครับ
ต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา ฯลฯ ก็ตื่นตัว และก็ไม่ใช่แค่ระดับนิสิต นักศึกษาเท่านั้น หากแต่ระดับนักเรียนและอาชีวะก็เข้าร่วมด้วยอย่างกว้างขวาง
ฉะนั้นจะบอกว่าพลังประชาชนที่กรุงเทพฯรวมทั้งผู้นำนักศึกษาในกรุงเทพฯ เป็นตัวชี้ขาดในชัยชนะทั้งหมดก็คงไม่ได้หรอก พลังมวลชนในกรุงเทพฯคือฟางเส้นสุดท้ายในการแตกหักมากกว่า
หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯยิ่งเห็นชัด ในการเผยแพร่ประชาธิปไตยไปทั่วประเทศน่ะ กำลังหลักสำคัญคือนักเรียน นักศึกษาในต่างจังหวัดทั้งนั้น
เหตุการณ์ในหลายปีต่อมา พิสูจน์ว่าชัยชนะ 14 ตุลาฯ อาจจะเป็นแค่ชัยชนะจอมปลอมเท่านั้น จุดชี้ขาดชัยชนะอยู่ที่การแตกกันของขุนศึก 2 ฝ่ายมากกว่า
ขุนศึกฝ่ายพล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เข้ามาหนุนขบวนการนักศึกษา เพื่อโค่นล้มขุนศึกฝ่ายถนอม-ประภาส โดยมีขบวนการนักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ ที่เป็นเครื่องมือรับใช้การโค่นล้ม
แต่ถึงอย่างไร เจตนารมณ์บริสุทธิ์อันดีงามนั้น ก็ยังคงเป็นมรดกตกทอดให้ประเทศชาติสืบมา
เจตนารมณ์อันดีงามนั้น ก็คือ ประเทศต้องมีรัฐธรรมนูญ มีรัฐสภา มีการเลือกตั้งผู้แทนและนายกรัฐมนตรีโดยประชาชน และมีระบบกฎหมายที่อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนและกลุ่มฝ่ายต่างๆ โดยเสมอภาค
ภาคเอกชน ผู้ประกอบธุรกิจทั้งหลายก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย จากการปลดแอกจากธุรกิจผูกขาดทั้งหลายภายใต้อำนาจอุปถัมภ์ของเผด็จการถนอม-ประภาส
เกิดธุรกิจรายใหม่รวมทั้งเอสเอ็มอีเป็นเท่าทวีคูณมากมาย ภายหลังการปลดปล่อยทางการเมืองนั้น
ผมว่า นักการเมือง นักธุรกิจ ที่ยืนยงอยู่ทุกวันนี้ ก็ต้องขอบคุณในความกล้าหาญเสียสละของขบวนการ 14 ตุลาฯในยุคนั้นด้วยนะ
แต่หลายปีมานี้ คุณค่าและดอกผล 14 ตุลาฯ ได้ถูกบั่นทอนกระทั่ง โดยกลุ่มอำนาจอนุรักษนิยมเก่า รวมทั้งบุคคลในขบวนการ 14 ตุลาฯที่ได้ดิบได้ดีจากอำนาจเผด็จการ
มันเพี้ยนไหมล่ะ ที่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 16 ก็ยังมีการรัฐประหารเกิดขึ้นมาอีก 3 ครั้ง
ครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 19 กันยาฯ 49 นี่ยิ่งเพี้ยนหนัก ปัญญาชนที่เคยเป็นหัวก้าวหน้าถึงขั้นเอาดอกไม้ไปมอบเป็นกำลังใจให้กับผู้สังหารประชาธิปไตย และขยี้ทำลายรัฐธรรมนูญกันเลย
พอได้ดีมีตำแหน่งจากเผด็จการ เป็นส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญกันบ้าง เป็นส.น.ช.สภานิติบัญญัติเผด็จการกันบ้าง ต่อมาเป็นส.ว.สรรหาจากรัฐธรรมนูญเผด็จการ ก็ค้นหาทฤษฎีใหม่ให้กับความชอบธรรมในการเถลิงอำนาจอันน่าอับอายของตนเอง
นำเสนอทฤษฎีจอมปลอม “เผด็จการก็ยังดีกว่าทุนนิยมสามานย์” ไปโน่น
อำนาจเผด็จการถึงเวลาอำลาไปแล้วตามวาระ ก็ยังดิ้นรนไปเอาอำนาจตุลาการมาเกลือกกลั้วเป็น “ตุลาการภิวัตน์” เที่ยวตัดสินความผิดให้พรรคการเมืองหนึ่ง และช่วยตัดสินความถูกให้อีกพรรคการเมืองหนึ่ง โดยไม่ละอายถึงหลักกฎหมายรวมทั้งตัวบทกฎหมายอันเที่ยงธรรม
ประเทศชาติถึงลุ่มๆ ดอนๆ มาถึงทุกวันนี้
ระบบเศรษฐกิจประเทศไทย ยังไงก็เลือกทางเดินทุนนิยม ถามหน่อยเถอะว่า ใครจะแหกขบวนเรียกร้องเอาระบบสังคมนิยมมาแทนที่บ้าง
ฉะนั้น เส้นแบ่งมันอยู่ตรงไหนล่ะว่า อันไหนเป็นทุนนิยมคุณธรรมแสนดี อันไหนเป็นทุนนิยมสามานย์ (อย่าต.ล.กันนักเลย)
ทุกอย่างก็ต้องมีระบบควบคุมทั้งนั้น ถ้าเป็นทุนนิยมที่รีดนาทาเร้นประชาชนมากเกินไป ก็ต้องใช้กฎหมาย ใช้ศาล และองค์กรอิสระเข้าควบคุม ประชาชนก็เดินขบวนประท้วงตามสิทธิทางรัฐธรรมนูญได้
ถึงเวลา 4 ปี ประชาชนก็ต้องลงโทษโดยไม่เลือกตั้งให้กลับเข้ามา
หลักประชาธิปไตยมันครอบคลุมหมดแหละ ทั้งระบบกฎหมายที่ยุติธรรมเสมอภาค การเปลี่ยนถ่ายอำนาจโดยมีวาระ การกระจายทรัพยากรแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าให้ได้มากที่สุด และประชาชนก็มีสิทธิมีเสียงในอำนาจ และสามารถแสดงออกได้
แล้วมันจะมีทุนนิยมสีแก่อ่อน อันไหนเป็นทุนนิยมคุณธรรม อันไหนเป็นทุนนิยมสามานย์กันเล่า มันเป็นเรื่องวาทะกรรมประดิษฐ์ของพรรคการเมืองที่สู้ไม่ได้ในระบบหนึ่ง กลุ่มพลังอนุรักษนิยมเก่าอีกหนึ่ง และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ได้ดิบได้ดีจากเผด็จการมากกว่า
แต่ถึงอย่างไร ประชาธิปไตยก็ต้องรุดหน้าไป แม้เส้นทางจะขรุขระเต็มไปด้วยคมหอกพงหนามเพียงใดก็ตาม 14 ตุลาฯ 16 คือคุณูปการ และกงล้อประวัติศาสตร์รุ่งอรุณของประชาธิปไตย ที่จะต้องก้าวรุดหน้าและบดขยี้พลังล้าหลังต่อไป โดยไม่มีอำนาจใดยื้อยุดได้ตลอด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น