วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

NUSA วิศวกรรมการเงิน ตะกายสวรรค์ รายงานพิเศษ วันพุธที่ 16 ตุลาคม 2556

NUSA วิศวกรรมการเงิน ตะกายสวรรค์

รายงานพิเศษ วันพุธที่ 16 ตุลาคม 2556 
ผู้เข้าชม : 3 คน 

3 ปีนับตั้งแต่เข้าซื้อกิจการจากบริษัทจดทะเบียนที่ตายซากอยู่ในตลาดหุ้นไทย เข้ามาทางประตูหลัง หรือ back-door listing บริษัท ณุศาสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ NUSA ไม่เคยมีปีไหนเลยที่บริษัทนี้ว่างเว้นจากการทำวิศวกรรมการเงิน โดยที่อ้างถึงความฝันอันหรูหราของการสร้างรายได้และกำไรจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
                ครั้งล่าสุด ในเดือนตุลาคมนี้ก็เช่นเดียวกัน NUSA โดยคณะกรรมการของบริษัท ได้ประกาศเพิ่มทุน 1,000 ล้านบาท โดยการออกหุ้นเพิ่มทุนเฉพาะเจาะจง 400 ล้านหุ้น ส่วนอีก 600 ล้านหุ้น มีไว้รองรับการใช้สิทธิแปลงสภาพของหุ้นกู้ในอนาคต โดยให้เหตุผลว่า เพื่อวางแผนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 10 โครงการ มูลค่ารวม 21,676 ล้านบาท
                ผลของการประกาศเพิ่มทุนรอบใหม่นี้ ทำให้แผนการเพิ่มทุนเก่าที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติไว้เดิม จำนวน 400 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท ให้แก่บุคคลวงจำกัด (Private Placement) ถูกยกเลิกไป
                 การเพิ่มทุนดังกล่าว มีรายละเอียดคือ หุ้นเพิ่มทุนใหม่จำนวน 400 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท จัดสรรแก่บุคคลในวงจำกัดตามเดิม  ในขณะที่เหลือ 600 ล้านหุ้น ออกมาเพื่อรองรับการใช้สิทธิแปลงสภาพของหุ้นกู้แปลงสภาพ ซึ่งคณะกรรมการบริษัทได้มีมติพร้อมกันเพื่อให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญให้แก่ผู้ลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะเจาะจงในวงเงินไม่เกิน 700 ล้านบาท หรือเงินสกุลอื่นที่เทียบเท่า ซึ่งจะออกและเสนอขายในลักษณะเปิดเอาไว้ว่า อาจจะเสนอขายเป็นชุดเดียวหรือหลายชุดในคราวเดียว หรือหลายคราวก็ได้
                เหตุผลของบริษัทในการออกหุ้นกู้แปลงสภาพคือ มีข้อดีกว่าการกู้สถาบันการเงินอื่นๆ ที่ต้องใช้หลักประกันทั้งการจำนองทรัพย์สินทั้งของบริษัทและผู้ค้ำประกันเป็นจำนวนมาก โดยไม่กระทบกับปัญหาหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นที่เดิมยังต่ำอยู่มาก ดังนั้น การออกหุ้นกู้แปลงสภาพจะทำให้บริษัทยังคงสภาพเงินสดหมุนเวียนไว้ในบริษัทระยะยาว จากการที่บริษัทสามารถชำระคืนโดยการออกหุ้นสามัญชดใช้ให้กับกองทุนต่างประเทศโดยไม่ต้องคืนเงินสด
                การเพิ่มทุนและออกหุ้นกู้แปลงสภาพดังกล่าว เพื่อระดมทุนครั้งใหญ่โดยจะเอามาลงทุนในโครงการขนาด 2 หมื่นกว่าล้านบาทตามที่อ้างนี้ ยังตามติดมาด้วยการ เตรียมยื่นไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต. เพื่อขอจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 1 พันล้านบาท ในไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยคาดว่าจะขายกองทุนดังกล่าวในต้นปีหน้า
                การระดมทุนครั้งล่าสุดที่ดูเหมือนจะคึกคักมากเป็นพิเศษนี้ หากมองถึงเหตุผลและตรรกะในการเพิ่มทุน ก็ดูเหมือนสอดรับกันดี เนื่องจากบริษัทเคยให้ข่าวมาหลายครั้งแล้วว่ากำลังคิดทำโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้าน ซึ่งมีความจำเป็นต้องระดมทุนค่อนข้างมาก  แต่หากย้อนรอยดูงบการเงินของบริษัทแล้วจะพบว่า ไม่สอดรับกับคำอ้างเท่าใดนัก เพราะจากข้อเท็จจริง ปรากฏว่าบริษัทนี้มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สินค่อนข้างมาก มีกำไรสะสม และมีส่วนผู้ถือหุ้นที่เพียงพอ  เพียงแต่มีปัญหา “ขี้เกียจในการทำกำไร” ที่เรื้อรัง เพราะโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้วขายไม่ออกมีค่อนข้างมาก ดังตัวเลขสินค้าคงเหลือมูลค่า 4,327.36 ล้านบาทในสิ้นไตรมาสสองของปีนี้  เป็นหลักฐานชัดเจน
                หากย้อนปูมหลังของ NUSA จะเห็นถึงเส้นทางอันคดเคี้ยวของบริษัทได้ชัดเจน โดยในปี 2554 กลุ่มณุศาสิริ และบริษัท KMP Property ได้เข้าซื้อกิจการเกินกว่า 50% ของบริษัทสิ่งทอที่ยุติการประกอบธุรกิจไปแล้ว เพราะขาดทุนและส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ บมจ.ไทยเกรียง กรุ๊ป หรือ TDG ซึ่งถูกพักการซื้อขายไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 ซึ่งมีราคาหุ้นครั้งสุดท้าย 38 สตางค์  ด้วยวิศวกรรมการเงินเพื่อเข้าตลาดทางประตูหลัง (back-door listing) ภายใต้ชื่อใหม่ บริษัท อั่งเปา แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ PAO ด้วยทุนจดทะเบียนใหม่ และโครงการหารายได้อันสวยหรูตามสูตรสำเร็จของที่ปรึกษาการเงิน
ก่อนกลับมาเทรดครั้งใหม่ ก็มีการสร้างตำนานสร้างราคาหุ้นทางลบที่ไม่เกี่ยวกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่เกิดขึ้น มีคนจำนวนหนึ่งทำการเร่ขายหุ้น PAO ที่กำลังแต่งตัวรอเข้าเทรด ด้วยราคาซื้อขายนอกตลาด พร้อมกับข่าวลืออย่างนั้นอย่างนี้ (ตามสูตรล่อแมลงเม่าอีกเช่นกัน) ที่ 1.50 บาท จากนั้นก็ทำการกลับมาเทรดใหม่จริงในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 ด้วยราคาเปิดครั้งแรกที่ 1.21 บาท
หลังจากเข้ามาทำการซื้อขายในปลายปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนน้ำท่วมเพียงเล็กน้อย บริษัทนี้ก็สร้างตำนานวิศวกรรมการเงินโดยไม่รั้งรอ ทำให้เปลี่ยนสภาพของหุ้นด้วยการเพิ่มทุนใหม่ พร้อมก็ผ่องถ่ายสินทรัพย์เดิมที่ติดค้างในธนาคารของกลุ่มธุรกิจผู้ถือหุ้นรายใหญ่เดิมเข้ามาในบริษัท เป็นที่อื้อฉาวกันพอสมควรมาแล้ว โดยอ้างว่า เป็นการเติมสินทรัพย์เพื่อขยายโอกาสในการสร้างรายได้
หลังจากนั้น ก็มีการลดทุนของบริษัทและเพิ่มทุนใหม่อีกในปี 2555 พร้อมกับดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อของบริษัทจาก PAO เป็น  ณุศาสิริ หรือ NUSA ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
และในปีนี้ก็มีการออกใบสำคัญแสดงสิทธิการซื้อหุ้นสามัญของบริษัทรุ่นที่ 1 (NUSA-W1) จำนวนไม่เกิน 494.713  ล้านหน่วย เพื่อจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทเป็นการตอบแทน อัตราการใช้สิทธิ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนต์) มีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท โดยใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวมีอายุ 3 ปี สามารถใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ในวันทำการสุดท้ายของเดือนพ.ค.และพ.ย.ของทุกปีตลอดอายุ
แล้วก็ตามมาด้วยการเพิ่มทุนระลอกใหม่ 1,000                ล้านบาทล่าสุด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงด้วยวิศวกรรมการเงินนี้ ดูได้จากตารางประกอบ

การเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนของ NUSA

พ.ศ.
รายการ
เหตุผล
2554
เพิ่มทุนจดทะเบียนให้กับบุคคลในวงจำกัด (PP) จำนวน 1.2 พันล้านหุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 1.00 บาท ให้กับบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวโยง ในราคาไม่ต่ำกว่า 0.38 บาท
เข้าทำรายการซื้อที่ดิน 10-1-91.60 ไร่ หรือ 4,191.60 ตารางวา (ไม่ระบุตำแหน่งของที่ดิน) ราคา 280.00 ล้านบาทจากบริษัท เค เอ็น เรียลเอสเตท จำกัด (เคเอ็น) เพื่อพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 รายของบริษัทผู้ขายคือ นางศิริญา เทพเจริญ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ PAO และนายกฤษณะ เทพเจริญ น้องชายนายวิษณุ เทพเจริญ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ถือหุ้นร้อยละ 23.73
2555
ลดทุนจดทะเบียน จากเดิม 4,292.98 ล้านบาท เป็น 1,703.56 ล้านบาท ในอัตรา 2.5 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่

แล้วเพิ่มทุนใหม่อีก 680.43 ล้านบาทในราคาหุ้นละ  1 บาท โดย 510.43 หุ้นขายให้ผู้ถือหุ้นเดิม และอีก 170 ล้านหุ้น ขายให้บุคคลแบบเฉพาะเจาะจง
เพื่อล้างขาดทุนสะสม เพื่อสร้างโอกาสจ่ายเงินปันผลเร็วขึ้น
2556
ออกใบสำคัญแสดงสิทธิการซื้อหุ้นสามัญของบริษัทรุ่นที่ 1 (NUSA-W1) จำนวนไม่เกิน 494,713,475 หน่วย เพื่อจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทเป็นการตอบแทน อัตราการใช้สิทธิ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนต์) มีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้นในราคาหุ้นละ 1 บาท โดยใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวมีอายุ 3 ปี สามารถใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ในวันทำการสุดท้ายของเดือน พ.ค.และพ.ย.ของทุกปีตลอดอายุของ NUSA-W1

เพิ่มทุนใหม่ (400 ล้านบาท แต่ยกเลิก เปลี่ยนใหม่เป็นเพิ่มทุน 1,000 ล้านบาท) และออกหุ้นกู้แปลงสภาพ
ตอบแทนนักลงทุนผู้ถือหุ้น












เพื่อระดมทุนโครงการใหม่

ผลของการทำวิศวกรรมการเงินดังกล่าว มีข้อสังเกตว่า แม้ว่าในด้านหนึ่งจะทำให้ฐานะการเงินของบริษัทดูดีขึ้นชัดเจน เพราะตัวเลขทำกำไรปรากฏให้เห็นต่อเนื่องกัน แต่เมื่อเทียบกับขนาดของบริษัทและส่วนของผู้ถือหุ้นแล้ว ถือว่าเฉื่อยชาอย่างมาก เพราะมีรายได้ค่อนข้างต่ำ และมีโครงการน้อย แต่ที่เลวร้ายมากกว่านั้นก็คือ โครงการเหลือขายค่อนข้างมาก ที่ปรากฏในตัวเลขงบการเงิน สะท้อนให้เห็นการตลาดที่มีจุดบกพร่องชัดเจน

ตารางผลประกอบการ 3 ปี (2554-2556)

                 ย่างก้าวใหม่ของ NUSA ที่ประกาศเอาไว้หลังจากการระดมทุนก้อนใหม่นี้ อยู่ที่การสร้างโครงการใหม่ๆ (ไม่นับโครงการเก่าที่ยังขายไม่หมด หรือยังเป็นวิมานในอากาศ) นั่นคือ โครงการอสังหาริมทรัพย์แบบแนวราบ 5 โครงการ มูลค่ารวม 9,781 ล้านบาท มียอดขายและยอดโอนสะสมแล้ว 17.38% และโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบแนวสูง 5 โครงการ มูลค่า 11,895 ล้านบาท มียอดขายและยอดโอนสะสมแล้วกว่า 25.18%
          นอกจากนี้ ทางบริษัทจะนำมาใช้รองรับการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในโครงการใหม่ โดยเฉพาะการซื้อที่ดินที่มีทำเลและขนาดดี ซึ่งขณะนี้บริษัทได้เล็งเห็นโอกาสในการเข้าซื้อที่ดินที่มีทำเลดีและมีศักยภาพในการขาย เช่น ทำเลในพื้นที่ย่านธุรกิจศูนย์กลางที่มีการเสนอขายในราคาต่ำลงตามภาวะเศรษฐกิจที่มีการอ่อนตัวลง
          นอกเหนือจากนั้น หากมีเงินเหลือจากการใช้ลงทุนในโครงการ บริษัทก็ยังหวังว่าจะสามารถรักษาสภาพคล่องเป็นทุนหมุนเวียนได้อีกบางส่วน โดยเฉพาะกับบริษัทในเครือ และนำมาลดภาระดอกเบี้ยของ NUSA โดยการชำระหนี้แก่ธนาคารบางส่วนหรือเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด ซึ่งในปัจจุบันทางบริษัทมีความต้องการเงินลงทุนและเงินทุนหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท
การลุกขึ้นมาทำโครงการอย่างโครมครามพร้อมกับแผนเพิ่มทุนดังกล่าว ด้วยการปรับกลยุทธ์ใหม่ ชะลอการเปิดโครงการตามแนวรถไฟฟ้าเนื่องจากตลาดมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก แล้วขยายสัดส่วนการพัฒนาบ้านเดี่ยวชั้นเดียวมากขึ้นอยู่ที่ 80% ทำให้การก่อสร้างใช้เวลาเพียง 5-6 เดือน ก็ส่งมอบบ้านได้ ทำให้บริษัทรับรู้รายได้ได้เร็วขึ้น โดยปูพรมเปิดโครงการพร้อมกันหลายแห่ง ภายใต้แบรนด์เนมโครงการบ้านสุขภาพ สไตล์ทัสคานี "ณุศา ชีวานี" มูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ได้แก่ ณุศา ชีวานี พัทยา มูลค่า 3.9 พันล้านบาท พื้นที่ 160 ไร่ 84 ยูนิต และณุศา ชีวานี เขาใหญ่ มูลค่า 6 พันล้านบาท พื้นที่ 80 ไร่ จำนวน 105 ยูนิต จับกลุ่มลูกค้าระดับกลางบน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ในเชิงการตลาด การลุกขึ้นอย่างเอาการเอางานหลังจากซึมเซาเฉื่อยชา เพื่อสร้างรายได้และกำไรในอนาคตเป็นเรื่องพึงกระทำ  แต่ในทางการเงิน ถือว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในอนาคตได้ง่าย เพราะเป็นการทำโครงการพร้อมกันในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเมื่อดูจากประวัติย้อนหลัง  ซึ่งมีคำถามเรื่องการเตรียมพร้อม และโอกาสในการลงทุน ไม่ใช่แค่ความฝันที่จะขายภาพลักษณ์ในการระดมทุนผ่านตลาดทุนตามธรรมดา
                โดยเฉพาะโจทย์เก่าที่ว่า เหตุใดจึงปล่อยให้มีโครงการขายไม่ออกตกค้างอยู่มากถึง 4,327 ล้านบาทในบันทึกงวดครึ่งแรกของปีเกิดขึ้นมา ซึ่งเป็นคำถามว่าด้วยความสามารถในการขายโครงการของบริษัท
                 คำพูดของผู้บริหารที่มั่นใจว่าปีนี้ จะทำรายได้มากกว่า 2,000 ล้าน จากรายได้ครึ่งแรกของปีที่มีเพียงแค่ 208.34 ล้านบาท ก็เป็นเครื่องหมายคำถามอยู่มากพอสมควร ดังนั้น การระดมทุนอีก 1,000 ล้านบาทผ่านการเพิ่มทุน และอีก 1 พันล้านบาท ผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อทำโครงการ 2 หมื่นล้าน จึงชวนให้ตั้งคำถามว่าเป็นการตะกายสวรรค์ที่เกินจริงเหลือเชื่อหรือไม่
                นั่นอาจจะไม่ใช่ประเด็นที่ผู้บริหารบริษัทใส่ใจนัก แต่สำหรับนักลงทุนแล้ว การเพิ่มทุนขายแบบเฉพาะเจาะจง แล้วก็ขายหุ้นกู้แบบเฉพาะเจาะจง รวมทั้งขายกองทุนอสังหาริมทรัพย์อีก ก็เป็นโจทย์ที่ควรแก่การทบทวนไม่ใช่น้อยว่า สมควรที่จะติดตามใส่ใจกับหุ้นแบบนี้มากน้อยเพียงใด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น