ไม่อยากดูกราฟหุ้น "Dividend Valuation Matrix" ช่วยได้
ป้ายกำกับ: Trading Technique
ขอเปิดหัวข้อใหม่ Trading Technique ด้วยบทความนี้ละกันนะครับ โดยในหัวข้อใหม่นี้จะพยายามหาวิธีการหรือเทคนิคที่ใช้เล่นหุ้น หรือ ลงทุนในหุ้นมาเขียนเก็บเอาไว้ เผื่อว่านักลงทุนจะสามารถนำไปต่อยอดให้ถูกจริตกับตัวเองจะได้มีกำไรและเอาตัวรอดในตลาดหุ้นได้ครับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า การลงทุน หรือ การเก็งกำไรนั้น มีวิธีการอยู่หลายรูปแบบ แต่ไม่ว่าแบบไหนนักลงทุนทุกคนก็ต้องหวังผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตนเอง ซึ่งในบทความนี้จะขอนำเสนอเทคนิคการลงทุนในหุ้นอีกเทคนิคหนึ่งที่ไม่ต้องใช้กราฟเทคนิคแต่อย่างใด จะมีวิธีการอย่างไร และใช้อะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ
Dividend Valuation Matrix (DVM) ชื่ออาจจะดูยากไปหน่อย แต่ความจริงวิธีการนี้เป็นการคาดการณ์จำนวนเงินปันผลต่อหุ้นที่เราจะได้รับ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Dividend Per Share (DPS) จากนั้นนำ DPS นี้ไปหาราคาที่เหมาะสมในการเข้าซื้อหุ้นเทียบกับ Yield ที่ได้ อ่านไปอ่านมา อาจจะงง เอาเป็นว่าไปดูวิธีการดีกว่าครับ
ก่อนอื่นเรามาหา DPS กันก่อน โดยเราจะใช้ข้อมูล 3 อย่างได้แก่
1. นโยบายการจ่ายเงินปันผล (Dividend Policy) เพื่อดู Payout Ratio ว่าบริษัทมีนโยบายจ่ายปันผลเท่าใด เช่น จ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 50% ต่อปี แปลว่า ถ้าบริษัทมีกำไร 10 บาทจะจ่ายปันผลอย่างน้อย 5 บาท เป็นต้น โดยการดู Payout ratio นั้นสามารถดูได้ที่ www.settrade.com โดยเลือกชื่อบริษัทและเลือกที่ บริษัท/หลักทรัพย์ จะมีข้อมูลนโยบายจ่ายเงินปันผล ให้ทราบ กรอบสีแดงตามภาพครับ
2.รายได้ที่คาดว่าจะทำได้ (Expected Revenues) โดย 90% จะมาจากยอดขายเพื่อประมาณการยอดขายของบริษัท อาจดูได้จากข่าวว่าบริษัทมีการตั้งเป้ารายได้เท่าใด หรือ ตั้งเป้าหมายว่ายอดขายจะเติบโตเท่าใด วิธีการดูก็ไม่ยาก เข้าแบบเดียวกับข้อที่ 1 ใน www.settrade.com แล้วเลื่อนลงมาด้านล่างสุดก็จะพบกับตารางแสดงรายได้ของบริษัท กรอบสีแดงตามภาพเลยครับ แต่ข้อมูลที่ได้นั้นจะเป็นข้อมูลในอดีต (ที่เกิดขึ้นแล้ว) หากต้องการ Expected Revenues ให้ทำดังนี้ (ขอใช้ตัวอย่างจากภาพ) สมมติ มีข่าวว่าบริษัทตั้งเป้าว่าจะทำรายได้ให้ถึง 6,000 ล้าน ก็ให้เรานำ 6,000 ล้านบาทมาคิด แต่ถ้าบริษัทตั้งเป้าเป็น % เช่น ยอดขายเติบโต 14% ก็ให้นำ 1.14 x 5,289 ล้านบาท (ซึ่งเป็นข้อมูลในอดีต) หลังจากคำนวณอย่างง่ายๆ แล้วจะได้ค่าประมาณ 6,029 ล้านบาท เป็นต้น

3. อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เพื่อดูว่าสุดท้ายแล้วกำไรของบริษัทนั้นเป็นกี่ % ของยอดขาย เช่น บริษัทมีกำไร 100 ล้านบาท จากยอดขาย 1,000 ล้านบาท แปลว่า บริษัทนี้มีอัตรากำไรสุทธิ เท่ากับ 10% หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว โดยอัตรากำไรสุทธิของบริษัทก็อยู่บรรทัดล่างสุดในตารางเดียวกับข้อที่ 2 เลย เห็นไหมครับ (ย้อนขึ้นไปดูได้เลยครับ)
- หา Dividend Policy สมมติว่าจ่ายปันผล ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50% ของกำไรสุทธิ
- หา Expected Revenues สมมติบริษัททำยอดขายได้ 1,000 ล้านบาท และตั้งเป้าว่ายอดขายจะเติบโต 20% ค่า Expected Revenues = 1.20 x 1,000 = 1,200 ล้านบาท
- สมมติว่าบริษัทมี อัตรากำไรสุทธิ (Net profit margin) = 40 % แปลว่า หากในอนาคตบริษัทมีกำไร 1,200 ล้านบาท จะมีกำไรสุทธิ = 1,200 x 0.4 = 480 ล้านบาท โดยบริษัทจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และพบว่าในปีก่อนๆ นั้น จ่ายปันผลออกมาเป็น 60% ของกำไรสุทธิ (จ่ายมากกว่าที่บอกเอาไว้) โดยเราจะแยกเป็น 2 กรณี
- กรณีที่ 1 ถ้าบริษัทจ่ายตามที่บอกเอาไว้ คือ 50% แปลว่าจะจ่ายปันผล = 0.5 x 480 = 240 ล้านบาท หากบริษัทมีจำนวนหุ้น = 1000 ล้านหุ้น แปลว่า จะจ่ายปันผลหุ้นละ 0.24 บาท/หุ้น ซึ่ง 2.4 บาทนี่แหละครับ คือ Divident Per Share (DPS) ที่เราต้องการหานี่เอง
- กรณีที่ 2 ถ้าบริษัทจ่ายอย่างที่เคยจ่าย คือ 60% แปลว่าจะจ่ายปันผล = 0.6 x 480 = 288 ล้านบาท หากบริษัทมีจำนวนหุ้น = 1000 ล้านหุ้น แปลว่า จะจ่ายปันผลหุ้นละ 0.288 บาท
นำข้อมูลทั้งหมดมาสร้างตาราง DVM จะได้ตารางดังภาพ
การตีความ ก็คือ หากราคาหุ้นลดต่ำลง สมมติว่า ต่ำถึง 2 บาท แปลว่า ถ้าหากเราซื้อที่ราคานี้ เราจะได้ Dividend Yield อย่างน้อย 12% (คิดจาก 0.24 บาท) และ 14.4% (คิดจาก 0.288 บาท) และหากราคาขึ้นไปที่ 4.8 บาทแปลว่า เราจะ Dividend Yield อย่างน้อย 5% (คิดจาก 0.24 บาท) และ 6% (คิดจาก 0.288 บาท) จะเห็นได้ว่าหากเราสร้างตารางนี้ขึ้นมาได้ โดยดูจากข้อมูลในอดีต นั้นเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้กราฟเทคนิคในการหาจังหวะซื้อขายแต่อย่างใด แต่ถ้าใช้เป็นก็จะดียิ่งขึ้นเพราะ จะได้ทั้งปันผล และส่วนต่างราคาอย่างเป็นกอบเป็นกำ (แถมเอาปันผลไปเครดิตภาษีคืนได้อีก) เท่ากับว่าได้ 3 เด้งเลยทีเดียว แต่ถ้าดูไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ใช้ตารางนี้แล้วดูราคา แล้วเข้าซื้อเท่านี้ก็ได้ปันผลอิ่มแล้วจริงไหมครับ ^____^
สำหรับบทความ Dividend Valuation matrix ก็มีเท่านี้ ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันดูนะครับ แล้วพบกับเทคนิคใหม่ๆ ได้ในบทความต่อๆไปได้ที่ investmentory แห่งนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันนะครับ ^^
สำหรับบทความ Dividend Valuation matrix ก็มีเท่านี้ ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันดูนะครับ แล้วพบกับเทคนิคใหม่ๆ ได้ในบทความต่อๆไปได้ที่ investmentory แห่งนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันนะครับ ^^



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น