วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วัวแย่งทุ่งหญ้า– รังพิราบ คอลัมน์ วันศุกร์ที่ 04 ตุลาคม 2556

วัวแย่งทุ่งหญ้า– รังพิราบ

คอลัมน์ วันศุกร์ที่ 04 ตุลาคม 2556 
ผู้เข้าชม : 5 คน 

             ยามนี้ บารัค โอบามา และแกนนำสมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกัน ต่างตั้งป้อมเล่น เกมสาดโคลน” กัน เพื่อแย่งชิงมวลชน และแย่งชิงพื้นที่ข่าว ว่าอีกฝ่ายคือคนที่ก่อความเสียหายให้กับประเทศ หลังจากไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้เกินกว่า 1.67 ล้านล้านดอลลาร์ฯ จนถึงขั้นหยุดจ่ายงบประมาณ ซึ่งไม่รู้จะกินเวลานานเท่าใด
            ในเกมนี้ มีการพยายามใช้ตัวเลขความเสียหายที่ประเมินว่า หากผ่านหรือไม่ผ่าน ความเสียหายจะมากเท่าใด โดยฝ่ายโอบามา ชูตัวเลขในยุคของ บิล คลินตันเมื่อ 17 ปีก่อน ซึ่งหยุดจ่ายงบไป 26 วัน เสียหาย 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากคำนวณด้วยราคาปัจจุบัน จะต้องเสียหายไป 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ วันละ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
           พรรครีพับลิกันก็โต้ว่า ความเสียหายดังว่าเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัว เพราะหากยอมให้ขึ้นเพดานหนี้ตามที่ต้องการ จะทำให้เสียหายในอนาคตมากกว่าหลายเท่า รวมทั้งขึ้นภาษีจำนวนมากด้วย
           มีบริษัทวิจัยชื่อ IHS ระบุว่า หากประเมินให้เป็นกลาง ความเสียหายจะไม่เกินวันละ 300 ล้านดอลลาร์ฯ ในขณะที่ Moody’s ระบุว่า การหยุดจ่ายงบ 1 เดือน จะทำให้จีดีพีของสหรัฐปีนี้ลดลง 1.4%
           การประเมินดังกล่าว เป็นจินตนาการด้วยแบบจำลองทั้งสิ้น ไม่มีใครรู้ชัดเจนหรือรู้ว่าเสียหายเท่าใดแน่ เพราะมีทั้งที่เป็นตัวเลขเชิงปริมาณ และไม่เป็นตัวเลขในเชิงคุณภาพ
           วิวาทะ ระหว่างทำเนียบขาว กับ พรรครีพับลิกัน สะท้อนความล้มเหลวของนักการเมืองในระบบเลือกตั้งที่มุ่งเอาชนะคะคานกันบนเกมของอำนาจ เล่นทฤษฎีเกม จนลืมคิดถึงข้อเท็จจริงพื้นฐานของทฤษฎีเกมที่สำคัญคือ การเอาชนะกันเพื่อหวังกินรวบรากซึ่งทำให้ที่ยากจะจบลงอย่างรอมชอมนั้น ยิ่งแตกหักมากเท่าใด จะนำไปสู่ปรากฏการณ์ “วัวแย่งทุ่งหญ้า” หรือ  The Tragedy of the Commons
           นิทานเปรียบเทียบเรื่องวัวในทุ่งหญ้า ระบุว่า ในทุ่งหญ้าแปลงหนึ่ง มีหญ้าสำหรับรองรับวัวได้ไม่เกิน 100 ตัว แต่มีเจ้าของวัวหลายคนในหมู่บ้านนั้นที่เลี้ยงวัวรวมกันเกินกว่า 100 ตัว  และไม่มีทุ่งหญ้าอื่นให้เลือก
           เจ้าของวัวทุกราย ต้องการให้วัวของตนกินอิ่มหมีพีมันมากกว่าวัวเจ้าอื่น ดังนั้น หากไม่มีการจัดระเบียบเหมาะสม เจ้าของวัวทุกคนจะต้องแย่งชิงให้วัวของตนแย่งกินหญ้าในทุ่งนั้นได้มาก ก่อนที่วัวของเจ้าอื่นจะมาแย่ง ผลลัพธ์คือ ทุ่งหญ้าพังพินาศ และวัวทุกตัวจะไม่มีหญ้ากิน นั่นคือ เกมกินรวบ ซึ่งทฤษฎีเกมระบุว่า จะไม่มีทางหา จุดดุลยภาพของแนช ( Nash Equilibrium) ได้เลย
           การปล่อยให้เกมกินรวบนำไปสู่หายนะ คือการทำลายล้างตนเองของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไร้ข้อสงสัย
           ทางกลับกัน หากคนในหมู่บ้าน สามารกหาข้อยุติของความขัดแย้ง ด้วยการหมุนเวียนเอาวัวมากินหญ้าในทุ่งอย่างมีกติกาและเงื่อนไขที่เหมาะสม ด้วย เกมกินแบ่ง วัวทุกตัวจะมีหญ้ากินไปยาวนาน เพราะสามารถหาจุดดุลยภาพของแนชได้
           เรื่องนี้ อัจฉริยะอย่าง  แฟรงค์ แรมซี่ย์ ก็เคยเอามาตั้งเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ทำนองเดียวกัน ว่าด้วย ทฤษฎีรังพิราบ (Pigeonhole Principle- ดูรูปประกอบ) ว่า หากมีกรงนกพิราบอยู่แค่ 9 ห้อง สำหรับนกพิราบ 10 ตัว จะเลือกอย่างไรไม่ให้แย่งกรงกันจนวุ่นวาย
            ความรู้ว่าด้วยการแก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic Conflict Resolution  ซึ่งมีสอนกันตามมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ระบุว่า ทางออกจากความขัดแย้งผ่านการเจรจานั้น หากมีข้อมูลที่รอบด้าน ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทฤษฎีเกม เพราะสามารถเอาข้อมูลมายืนยันหาข้อสรุปได้ แต่โลกนี้ ไม่เคยมีข้อมูลที่สมบูรณ์ ดังนั้น ทฤษฎีเกม จึงยังเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ โดยเฉพาะการขัดแย้งจากฐานรากที่เปี่ยมด้วยอคติและความเชื่อที่ไร้ภูมิปัญญา
           ความที่การแก้ปัญหาด้วยทฤษฎีเกมเริ่มต้นจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้น แบบจำลองในการนำมาใช้ตัดสินใจอย่างนามธรรม และใช้การอนุมานสูง โดยมีสมมติฐานง่ายๆ ว่า หากใครสามารถควบคุมเงื่อนไขของเกมได้ คนนั้นจะเป็นผู้ชนะ
          วิธีการควบคุมเงื่อนไขที่สำคัญมากที่สุดคือ การก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง และเพิ่มขึ้นจำกัดให้กับฝ่ายตรงกันข้าม หรืออีกนัยหนึ่งคือ ทำให้ต้นทุนของตนเองต่ำกว่าฝ่ายตรงข้าม ซึ่งถึงที่สุดก็ย่นย่อเพียง เกมวัดใจ หรือ mind games เท่านั้น
           ความขัดแย้งทางการเมืองในวอชิงตัน ดี.ซี. ในเรื่องเพดานหนี้ของรัฐบาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการล่มสลายของกระบวนการประชาธิปไตยที่มีคนนำไปใช้เพื่อทำล้างผ่านทฤษฎีเกมแบบกินรวบอำนาจอย่างเกินเลย ไม่ใช่เรื่องใหม่  และไม่เป็นแค่ ปัญหาของอเมริกา” อย่างเดียว แต่เป็นแค่เศษเสี้ยวของพฤติกรรมทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นในสังคมอื่นๆ ที่มองเห็นแต่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ เหนือกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม  ไม่ต่างอะไรกันกับเจ้าของวัวที่แย่งยื้อกันหาประโยชน์จากทุ่งหญ้าอย่างละโมบเข้าตนเอง
          สังคมไทยเราเอง ปรากฏการณ์ วัวแย่งทุ่งหญ้า” และ  พิราบแย่งรัง” (ในนามของสงครามเสื้อสีอันไร้สาระ และน่าเวทนา) มากกว่า 7  ปีแล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่หมกมุ่นกับการมุ่งเอาชนะของกลุ่มตน เชื่อว่าต้นทุนของสังคมยังต่ำจนความเสียหายที่เกิดขึ้นมา ยังน้อยเกินไป
          เกมกินรวบของคนบางกลุ่ม (รวมทั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่สีตกเละเทะ) จึงดำเนินต่อไป ขณะที่คนส่วนใหญ่แสวงหาเกมกินแบ่ง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น