BTSลูบปากรับงานใหญ่
สายสีเขียว3.8หมื่นล้าน
ข่าวหน้าหนึ่ง วันพุธที่ 16 ตุลาคม 2556 ผู้เข้าชม : 7 คน
BTS นั่งแท่นรับงานใหญ่ “รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม” มูลค่ารวม 38,000 ล้านบาท ล่าสุดครม.ไฟเขียวรฟม.เปิดประมูลภายในปีนี้ ขณะที่บล.เอเซีย พลัส เชียร์ซื้อให้ราคาพื้นฐาน 12 บาท ประเมิน BTS มีโอกาสชนะประมูลสูงสุดเหตุมีความพร้อมมากกว่าคู่แข่งอย่าง BMCL ชัดเจน ขณะที่ขึ้น XW วันนี้มีผลกระทบแค่เพียง 0.30 บาท
วานนี้ (15 ต.ค.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ระยะทาง 19 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวม 38,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม วงเงิน 26,569 ล้านบาท ค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด (Provisional Sum) วงเงิน 2,656 ล้านบาท
โดยมีมติให้รฟม.จัดจ้างด้วยวิธีการประกวดราคาแบบแข่งขันประกวดราคานานาชาติ (International Bidding) พร้อมกันนี้อนุมัติให้รฟม.ว่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้างงานโยธา 1,062 ล้านบาท อนุมัติแหล่งเงินกู้โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบค่า จัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและค่าสำรวจอสังหาริมทรัพย์รวม 7,878 ล้านบาท
โดยปีแรกที่เปิดบริการต้องใช้รถไฟฟ้าทั้งหมด 17 ขบวน (ขบวนละ 4 ตู้) คิดค่าโดยสารเริ่มต้น 13 บาท และเพิ่มขึ้นตามระยะทางอีก 2 บาทกิโลเมตร ประเมินว่าจะมีผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 185,200 คนต่อวัน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 15.4% อัตราผลประโยชน์ต่อต้นทุน 1.4% ผลตอบแทนทางด้านการเงิน 2.57% คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณเดือนมิถุนายน 2561
นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า รฟม.จะรายงานเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการรฟม.วันที่ 17 ตุลาคมนี้ เพื่อรับทราบและสามารถเปิดประกวดราคาได้เดือนธันวาคม 2556 แบ่งเป็น 4 สัญญา คือ สัญญาที่ 1 งานโยธาช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ วงเงิน 14,207 ล้านบาท สัญญาที่ 2 งานโยธาสะพานใหม่-คูคต วงเงิน 6,115 ล้านบาท สัญญาที่ 3 งานก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดรถ วงเงิน 3,638 ล้านบาท และสัญญาที่ 4 ระบบราง วงเงิน 2,609 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างปี 2557 ใช้เวลา 4 ปี
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP ประเมินว่า BTS มีโอกาสชนะการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้มดังกล่าว เนื่องจากมีความได้เปรียบคู่แข่งขันโดยเฉพาะด้านต้นทุนบริหารจัดการเดินรถและซ่อมบำรุงระยะยาว ขณะที่คู่แข่งขันมีอยู่เพียงรายเดียวคือบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BMCL
ทั้งนี้ BTS มีโอกาสชนะการประมูล 2 สายหลัก คือ สายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) เพราะสามารถเชื่อมโยงกับสายสีเขียวในปัจจุบันและสายสีชมพู(แคราย–มีนบุรี) เพราะเป็นเส้นทางเชื่อมต่อจากสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่) ในอนาคต นอกจากนี้ BTS เตรียมเข้าลงทุนอีก 2 เส้นทางคือ 1) สายสีเขียวใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) และ 2) สายบางนา–สุวรรณภูมิ ที่คาดว่ารัฐจะเปิดประมูลภายในปลายนี้
โดยจุดเด่น BTS คือการเตรียมพร้อมด้านเงินทุนรองรับการลงทุนทั้งหมดแล้ว ได้แก่ เตรียมเงินสดสุทธิจากการออกกองทุน BTSGF ประมาณ 14,000 ล้านบาท และเงินเพิ่มทุนจากการใช้สิทธิ BTS-W3 ประมาณ 47,000 ล้านบาท (3,971 ล้านหน่วย อัตราใช้สิทธิ 1:1 ราคาแปลงสภาพ 12 บาท (ขึ้น XW 16 ต.ค.นี้)เริ่มใช้สิทธิปี 2559) โดยคาดว่าจะได้เงินทุน 2 ส่วนรวมกัน 63,000 ล้านบาท
ขณะที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ณ สิ้นปี 2556/57 (สิ้นสุดมี.ค.57) อยู่ที่ 1 เท่า ทำให้สามารถกู้ยืมได้อีกทาง โดยหากกำหนดให้ D/E 1.5 เท่า สามารถกู้ยืมเงินได้อีก 47,000 ล้านบาท ทำให้มีเงินทุนรวมกว่า 110,000 ล้านบาท ด้วยความเชื่อมั่นสูงว่า BTS จะได้รับชัยชนะในการลงทุนและบริหารงานรถไฟฟ้าทั้ง 4 เส้นทาง จึงได้นำมารวมไว้ในมูลค่าหุ้นปี 2556
พร้อมรวมรายได้การรับจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงอีก 30 ปี ภายใต้สมมติฐานรายได้จากค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายกิโลเมตรละ 120 ล้านบาทต่อปี (เป็นค่าเฉลี่ยส่วนต่อขยายที่ BTS ปัจจุบันได้ค่ารับจ้างเดินรถไฟฟ้ากิโลเมตรละ 140 ล้านบาทต่อปี และ BMCL ได้ค่าจ้างเดินรถสีม่วงกิโลเมตรละ 100 ล้านบาท) และขึ้นอัตราค่าจ้างปีละ 3.5% ใกล้เคียงอัตราเงินเฟ้อ จะได้มูลค่าเพิ่มจากส่วนต่อขยาย 4 เส้นทางที่ระดับ 3 บาทต่อหุ้น ทำให้ได้มูลค่าพื้นฐานใหม่อยู่ที่ 12 บาท อัพไซด์ 32%
จากประเด็นดังกล่าวจึงปรับเพิ่มคำแนะนำ จากเดิม “ถือ” เป็น “ซื้อ” ทั้งนี้มูลค่าตามทฤษฎีของ BTS-W3 อยู่ที่ 1 บาทต่อหน่วย หลังจากขึ้นเครื่องหมาย XW วันนี้ (16 ต.ค.) จะกระทบต่อราคาหุ้น BTS ราวหุ้นละ 0.30 บาท แต่คาดว่าประเด็นบวกจากการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นอย่างมากข้างต้น น่าจะมีน้ำหนักหักล้างผลการไดลูชั่นเอฟเฟ็กต์ที่จะเกิดจากการขึ้น XW วันนี้ได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น