![]()
วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง ชำแหละทุกแง่มุม ศก.-ตลาดหุ้น
ในปีนี้ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนค่อนข้างมาก ดัชนีฯไต่ระดับขึ้นไปแตะจุดสูงสุดทะลุ 1,600 จุด และต่ำสุดหลุด 1,300 จุด จากปัจจัยที่มากระทบทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะในเรื่องของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มสวนทางกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วทั้งสหรัฐและยุโรป ที่เศรษฐกิจเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว กับประเทศในแถบเอเชียที่มีแนวโน้มการชะลอตัวลง สะท้อนไปยังกระแส Fund Flow ที่เห็นการไหลกลับไปยังประเทศพัฒนาแล้วอย่างชัดเจน ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า แรงขายต่างชาติหมดหรือยัง หุ้นไทยถูกไปหรือเปล่า ดัชนีตลาดหุ้นตอนนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญ ธุรกิจกลุ่มไหนที่จะเป็นดาวรุ่ง หรือดาวร่วงในปีนี้ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษคุณวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง และยังสวมหมวกอีกใบในตำแหน่งนายกสมาคมบลจ. ที่จะมาชะแหละภาพเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น ในทุกแง่มุม แบบเจาะลึกและชัดเจน ตามสไตล์ “วรวรรณ” รายละเอียดจะเป็นอย่างไร เชิญติดตาม..... *** ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้าอย่างไร จากปัจจัยใด บ้าง ทั้งในและต่างประเทศ ตัวเลข สศค.ที่ออกมาเป็นไปตามคาดหรือไม่ GDP 2Q13 ที่ออกมาถือว่าต่ำกว่าตลาดคาด จากปัจจัยการส่งออกสินค้าที่หดตัวเกินคาดการณ์ และการชะลอตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ก.ค. : ภาพรวมเศรษฐกิจยังชะลอตัวลงจากตัวเลขเศรษฐกิจที่หดตัวลงจากปีก่อน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคการบริโภคและภาคธุรกิจหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่ายังมีแนวโน้มจะชะลอตัวต่อไปในระยะ 3 เดือนข้างหน้า มีเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยใน 7 เดือนแรกมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 15 ล้านคน +20% จากปีก่อน GDP 2H13 : เศรษฐกิจอยู่ในโหมดการพักตัวหลังจากที่ขึ้นมานานจากนโยบายของรัฐบาลที่เน้นการเพิ่มกำลังการซื้อในประเทศ ดังนั้น จากนี้จะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และผลกระทบจากมาตรการรถคันแรกยังมีอยู่อีกระยะหนึ่ง (กระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่สร้างภาระหนี้ในระยะยาว) โดยคาดว่าจะกลับมาอยู่ในระดับการเติบโตปกติประมาณ 4% แต่หากการส่งออกของไทยยังคงทำได้เพียง 19,000 ล้านดอลลาร์/เดือนถึงปลายปีนี้ ไม่ถึง 20,000 ล้านดอลลาร์/เดือน) เราคงจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหลายพันล้านดอลลาร์ ทำให้ GDP ขยายตัวต่ำกว่า 4% และเงินบาทก็อาจจะอ่อนค่าลงไปอีก ปัจจัยในประเทศ : ได้รับแรงบวกจากการใช้จ่ายของภาครัฐในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ (ไตรมาส 3 ตามปฏิทิน) และการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวและบริโภคภายใน ประเทศในช่วงไตรมาส 4 โดยความคาดหวังการลงทุนจากภาครัฐน่าจะเห็นเด่นชัดในปีหน้า เนื่องจากน้ำหนักจากการกระตุ้นการบริโภคได้หมดลงแล้ว ปัจจัยต่างประเทศ : เศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก สะท้อนจากตัวเลขทั้ง ISM และ PMI ที่ดีขึ้น ซึ่งจะเอื้อต่อการฟื้นตัวต่อภาคส่งออก ประเทศไทยยังมีสถานะทางปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 47% ต่อ GDP ขณะที่มีหนี้สาธารณะในระดับต่ำ และส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมในประเทศเป็นหลัก (มากกว่า 90%) สำหรับ Current Account ในหลายเดือนที่ผ่านมาจะติดลบ แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง -0.4% ต่อ GDP และมีแนวโน้มที่จะพลิกกลับเป็นบวกได้ในช่วงครึ่งปีหลังจากการเกินดุลภาคบริการเนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว *** โอกาสและความเสี่ยงมีอะไรบ้าง โอกาส : การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจและยังมีผลทางอ้อมในการกระตุ้นการ Urbanization และการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยให้ขยายตัวได้เกินกว่าระบบปกติ คือจะขยายได้ที่ 5-7% เนื่องจากด้วยศักยภาพการผลิตของไทยนั้นถ้าไม่ได้ลงทุนเพิ่มต่อจากนี้ การเติบโตของ GDP จะอยู่ได้เพียง 3-4% การเปิดเสรีการค้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) สร้างโอกาสให้กับหลายประเทศ โดยเฉพาะไทย เพราะทำเลที่ตั้งของเรามีความได้เปรียบทางด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า อีกทั้งอยู่ตรงกลางของภูมิภาคอาเซียนที่มีการเติบโตสูงทั้งการบริโภคและการลงทุน ซึ่งจะดึงเม็ดเงินลงทุนทางตรงระหว่างประเทศ (FDI) เข้ามา โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น ความเสี่ยง : การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่มีเสถียรภาพโดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยและ ASEAN อย่างใกล้ชิด *** ภาคธุรกิจกลุ่มไหนเป็นดาวรุ่ง-ดาวร่วง ธุรกิจดาวรุ่ง : กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการ Urbanization / Investment cycle –Infrastructure + FDI / CLMV เช่น วัสดุก่อสร้าง (ปูนซีเมนต์, กระเบื้อง-วัสดุ, อุปกรณ์แต่งบ้าน) ท่องเที่ยว (สายการบิน, โรงแรมระดับ 3 ดาว – ที่เน้นกลุ่ม Middle class) ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น นำค่าใช้จ่ายในการจัดสัมนามาลดหย่อนภาษี Consumer (สินค้าอุปโภคบริโภค, Modern trade) Healthcare (โรงพยาบาล, ประกันชีวิต) อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทในอุตสาหกรรมจะดีไปหมด เราต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น มี Economies of scale / Competitive advantage / Brand value เป็นต้น เพราะจะเป็นบริษัทที่ได้ประโยชน์จาก Investment theme จริงๆ และมีผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องได้ในอนาคต ธุรกิจดาวร่วง : ผู้ประกอบการที่พึ่งพิงการส่งออกหรือ Labour intensive เป็นหลัก / สินค้า Commodity ซึ่งผันผวนตามปัจจัยภายนอก เช่น สินค้าเกษตร / ธุรกิจที่อิงการเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น ที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์-บ้าน (แนวโน้มการเติบโตชะลอลง) ****ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นสะท้อนภาพเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน แรงขายต่างชาติกับ พื้นฐาน บจ. ตอนนี้สวนทางกันรึเปล่า ตลาดหุ้นเป็น discounting machine ที่ดีตัวหนึ่ง ที่นักลงทุนมอง/คาดการณ์เหตุการณ์ที่ คาดว่าจะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ประมาณ 6-9 เดือน เช่น ล่าสุด SET เริ่มลงตั้งช่วง May-13 ซึ่ง เป็นช่วงหลังจากที่มีข่าวยกเลิกการจองรถยนต์คันแรก หรือก่อนประกาศ GDP 2Q13 ซึ่งออกมา ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ (Actual 2.8%, Expected 3.3%) แรงขายของนักลงทุนต่างชาติ เกิดจาก ความกังวลต่อ QE Tapering ของ FED มีผลต่อ Fund outflow จาก EM สู่ DM ส่งผลให้ US Yield curve ปรับสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า โอกาสที่นักลงทุนจะ Funding ในต้นทุนที่ถูกและไปลงทุนในประเทศ EM ซึ่งให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าจึงหมดไป ความจริงเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นหลายรอบแล้ว เราควรมีภูมิคุ้มกันในตนเองบ้าง ไม่หลงระเริงไปกับกระแสเงินร้อนที่มาเอาประโยชน์แล้วตีจากไป แนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจใน EM ขณะที่ ฝั่ง DM เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มมีเสถียรภาพมากกว่า ส่งผลให้นักลงทุนมีการปรับ Valuation PE Band ของภูมิภาคลง จากปี 2555 ที่ SET ซื้อ-ขายในระดับ PE 15-16 เท่า (เนื่องจากนักลงทุนให้ Premium ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา + AEC theme) ขณะที่ปัจจุบัน SET ซื้อ-ขายที่ระดับ PE 12-13 เท่า ซึ่งเป็นผลจากคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลง อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2552 ที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ผลตอบแทนในตลาดหุ้น EM ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในระดับสูงถึง 65.13% (MSCI EM Index) ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมา 8% โดยเฉลี่ย จึงทำให้เกิดการ Lock profit การเติบโตของเศรษฐกิจใน EM ที่ชะลอลง ทำให้มีความกังวลต่อสถานะทางการเงินของประเทศเหล่านี้ว่ามีความแข็งแกร่งพอรองรับ Liquidity ในตลาดที่ลดลงหรือไม่ ส่งผลให้ Fund flow ไหลออกจาก EM ต่อเนื่องเช่นกัน มาเลเซียถูก Fitch ปรับมุมมองด้านเครดิตประเทศเป็น “ลบ” จากเดิม “มีเสถียรภาพ”(อันดับเครดิตคงเดิม A-) เนื่องจากความกังวลต่อการปฏิรูปงบประมาณและสถานะ การคลังที่มีหนี้ครัวเรือนและภาครัฐสูงถึง 53.5% ของ GDP อินโดนีเซียมีอัตราการเติบโตชะลอตัว เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ส่ง ผลให้รูเปียห์อ่อนค่าลงมากสุดในรอบ 4 ปี และส่งผลให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นอีก 0.25% เป็น 7% **** ประเมิน Fund Flow หลังจากนี้อย่างไร ต่างชาติจะขายหุ้นอีกแค่ไหน หลังจากที่ซื้อสุทธิ ประมาณแสนกว่าล้าน ในช่วง QE2 ประเมิน Fund flow หรือ Redemption ว่าจะขายอีกเท่าไหร่ลำบาก เพราะปัจจุบันดัชนีปรับตัวลงจาก Peak มาแล้วประมาณ 19% (As of 2 Sep 13) และเมื่อรวมกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอีก 4.67% YTD ทำให้ SET ลงมารวมแล้ว 23.67% จึงน่าจะเป็นระดับที่มี Valuation ที่ไม่แพง เว้นแต่ว่าฝรั่งขายหนักๆ อีกเพราะคาดการณ์ว่าจะมีข่าวร้ายมากกว่านี้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ตลาดอาจจะเห็นแรงขายซ้ำเติมจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ ที่ YTD ยังเป็น Net buy 72,000 ล้านบาท ทำให้ต้องรอดูว่าต่อจากนี้ไป SET จะไม่ทำ New low หรือ ปริมาณการซื้อขายเริ่มชะลอ จึงน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีได้ว่าแรงขายเริ่มหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม หุ้นบางตัวเริ่มมี Valuation ที่กลับมาน่าสนใจ (Attractive / appealing) แล้ว ในตลาด TIPs (Thailand, Indonesia, Phillippines) ไทยมีแรงขายมากกว่าประเทศอื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องสูงสุดในกลุ่ม TIPs ซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 0.3-0.4% ของ Market Cap อินโดที่ซื้อขายเพียง 0.1% กว่าๆ และฟิลิปปินส์ซื้อขายไม่ถึง 0.1% ถ้านับ Fund flow ที่เข้ามาตั้งแต่ปี 2009 – 26/8/13 พบว่าต่างชาติยังเป็น net buy 2.5 พันล้านเหรียญ ไม่รวมกำไรระหว่างทาง อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตในระดับ 5-6% ได้อีกครั้ง เม็ดเงินต่างชาติน่าจะกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้อีกรอบ ในแง่ของ Asset Allocation นั้น ตลาดหุ้นนับว่ายังเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน แม้ว่าจะเริ่มเห็นมีการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย แต่การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยช่วงแรกเป็นการสะท้อน Growth ที่ดีขึ้น ซึ่ง Profit growth ยังขยายตัวได้มากกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของดอกเบี้ย ซึ่งตลาดหุ้นไทยอยู่ใน Growth market จึงยังมีความน่าสนใจในการลงทุนอยู่ *** นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยอย่างไร ให้น้ำหนักปัจจัยใดเป็นหลัก (การเมือง, เศรษฐกิจ ฯลฯ) ระยะสั้น เป็นการปรับ Tactical Asset Allocation (หุ้น ตราสารหนี้ และเงินสด) หรือลดน้ำหนักการลงทุน ซึ่งอิงกับ ปัจจัยทางการเมืองEarnings yield gap (Bond vs. Equity) Central bank policy Renewed EU debt crisis ระยะยาว นักลงทุนจะให้น้ำหนักการลงทุนกับปัจจัยพื้นฐานของประเทศเป็นหลัก แนวโน้มการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจของประเทศจากนี้ไปจะขึ้นอยู่กับ * การทำตามนโยบายลงทุนของภาครัฐ และความต่อเนื่องของการลงทุนจากภาครัฐกับเอกชน ซึ่งอาจไม่เห็นผลในระยะสั้น แต่มีผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว * FDI จากต่างประเทศ ซึ่งไทยได้ประโยชน์อย่างมากจากการเป็น Strategic location ของ Asean และการมี Supply chain ที่ครบวงจร โดยเฉพาะยานยนต์ * ความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อจัดตั้ง AEC และจัดตั้งข้อกำหนดทางการค้าเพื่อสนับสนุนซึ่ง กันและกัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาค *** มองพัฒนาการของนักลงทุนไทยถึงจุดไหนแล้ว และมีอะไรที่ต้องกังวลอีกหรือไม่ หลายปีที่ผ่านมามีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงพัฒนาความรู้ของนักลงทุนไทยเพิ่มขึ้นมาก เช่น โครงการของตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานอื่นๆ เช่น TSI ที่ช่วยจัดอบรมความรู้ให้นักลงทุน การมีหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนเพิ่มขึ้นมากย่อมแสดงถึงการที่นักลงทุนสนใจหาความรู้มากขึ้น การที่รายย่อยสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนได้มากขึ้นผ่านเวบไซต์ต่างๆ หรือการที่บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งนำเสนอข้อมูลบริษัทที่มีความละเอียดมากขึ้น เช่น งาน Opportunity day อย่างไรก็ตาม การที่นักลงทุน “เข้าถึง” ข้อมูลได้มากขึ้น ไม่ได้เป็นหลักประกันว่านักลงทุนมี “ความเข้าใจ” การลงทุนมากขึ้น ทั้งหมดล้วนแต่เป็นตัวชี้ว่านักลงทุนไทยในปัจจุบันสามารถลงทุนใน Products ที่ซับซ้อนได้มากขึ้น โดยสามารถค้นหาความรู้ให้ตนเองได้มากกว่าในอดีต แต่ถ้าเปรียบเทียบสัดส่วนของนักลงทุนแต่ละประเภท เราก็ยังมีสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากถึง 60 - 70% และเป็นนักลงทุน สถาบันไทยและต่างประเทศรวมกันประมาณ 30-40% ทั้งนี้ คุณบรรยง พงษ์พานิช ระบุว่าตลาดไทยมีขนาดรวม 13 ล้านล้านบาท (ข้อมูลอดีต) เป็นส่วน Free float ประมาณ 6 ล้านล้านบาท ซึ่งจะอยู่ในมือของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท มีนักลงทุนสถาบันไทยประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยไทยประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท หากพิจารณาตลาดหุ้นของประเทศที่มีการพัฒนาไปมากแล้วเป็นมาตรฐานวัด จะพบว่าสหรัฐอเมริกา มีนักลงทุนสถาบันประมาณ 70% (ข้อมูลจาก The Conference Board) ดังนั้น สัดส่วนของนักลงทุนที่มี “ความรู้ในการลงทุนในระดับที่ดี” ของไทยก็น่าจะน้อยกว่าสหรัฐ อย่างไรก็ตาม อาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยของไทยค่อนข้างสูง เช่น การออมผ่านกองทุนของประชาชนไทยมีน้อยกว่าสหรัฐอเมริกา ความหลากหลายของรูปแบบนักลงทุนสถาบันในไทยมีน้อยกว่าสหรัฐ เช่น ในสหรัฐมี Hedge fund หรือ Private equity จำนวนมาก ในขณะที่ไทยมีแต่กองทุนรวมเป็นหลัก เจ้าของกิจการไทยยังนิยมถือหุ้นของบริษัทตนเองในสัดส่วนสูง ไม่นิยมกระจายหุ้นออกมามาก ข้อมูลนี้แสดงว่าการพัฒนาโครงสร้างนักลงทุนสถาบันและทัศนคติต่อการออมของประชาชนจะมีส่วนมากต่อพัฒนาการของนักลงทุนไทย อย่างไรก็ตาม การมีนักลงทุนสถาบันจำนวนมากก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่เกิดภาวะเก็งกำไรมากเกินไป เพราะตัวอย่างในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ในสหรัฐก็เกิดฟองสบู่ Dotcom หรือ ช่วงปี 2005-2008 ก็เกิดฟองสบู่ Subprime ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี การมีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากนั้นย่อมเข้าไปสู่ภาวะเก็งกำไรมากเกินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็กของตลาดไทยในช่วงต้นปี 2556 ที่ผ่านมาก็มีแต่นักลงทุนรายย่อยที่เข้าไปเล่นเกือบทั้งนั้น *** มองกลไกการปกป้องนักลงทุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร (เช่น เกณฑ์กระจายหุ้น IPO การควบคุมดูแลโบรกเกอร์ ฯลฯ) เนื่องจากไม่มีกฏเกณฑ์ควบคุมในส่วนของการทำ Valuation ของหุ้น โดยเฉพาะหุ้น IPO ทำให้นักลงทุนที่ยังไม่มีความรู้เพียงพอมีความเสี่ยงที่จะได้จองซื้อหุ้น IPO ในราคาที่ Overvalued ดังนั้น จึงควรกำหนดให้มีการเผยแพร่บทวิเคราะห์จาก Brokers ให้เห็นอย่างเด่นชัดล่วงหน้าก่อนที่จะมีการ IPO เพื่อให้นักลงทุนทราบว่าหลักทรัพย์นั้นๆ ควรมีราคาที่เหมาะสมเท่าไหร่ มี Upside กี่% นอกจากนี้ ควรมีกำหนดขั้นต่ำว่าหุ้นที่ IPO ควรมี Brokers ทำบทวิเคราะห์อย่างน้อยกี่ราย เป็นต้น นอกจากนั้น ควรให้ความเป็นอิสระของนักวิเคราะห์ ไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือของ IB สำหรับเกณฑ์หุ้น IPO ที่ยังขาดทุนแต่สามารถเข้าจดทะเบียนได้โดยเพียงแค่มี Market cap มากกว่า 5 พันล้านบาทนั้นน่าจะเป็นเกณฑ์ที่ยังไม่เพียงพอ เพราะรายได้และกำไรเป็นเรื่องของอนาคตที่อาจจะคาดการณ์ลำบาก ยกเว้นว่ามีรายได้ที่เข้ามาชัดเจน เช่น จากสัญญาสัมปทาน นอกจากนี้ เกณฑ์ใหม่ยังส่งผลให้จำนวนบริษัทที่จะ IPO มีมากขึ้นแต่คุณภาพอาจจะลดลง เช่น หากนักวิเคราะห์ให้ Valuation หุ้นในราคาสูงๆ เพื่อดึงราคา IPO ขึ้นจนทำให้ Market cap มากกว่า 5 พันล้านบาทก็ได้ สร้างความเป็นธรรมในกลุ่มนักลงทุนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน รายย่อย Prop trade เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีค่าธรรมเนียมที่เท่าเทียมกัน เป็นต้น ในฐานะที่เราเป็นนักลงทุนสถาบันซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญในจุดนี้ จึงได้มีการส่งเสริมการให้ความรู้แก่นักลงทุนมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นการสรุปข่าว Good Morning News ทุกวันทำการ บทความ Bualuang House View บทความเตือนสตินักลงทุนตามช่องทางต่างๆ การเผยแพร่บทความของผู้อื่นที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุน รวมถึงการจัดงานสัมมนาต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ พวกเรายังสามารถช่วยกันเป็นหูเป็นตาโดยไม่ต้องรอให้ ก.ล.ต.มาดูแลตลอด หากเราคอยช่วยสอดส่องดูแลก็จะทำให้งานของเขาง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มความโปร่งใสให้กับนักลงทุนมากขึ้น แนวทางหนึ่งคือการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ในโครงการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นของ IOD ก็จะช่วยรักษาผลประโยชน์และเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน ซึ่ง บลจ.บัวหลวงเป็น บลจ.แรกที่แสดงตนในสาธารณะด้วยการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการนี้
By ดาริน ปริญญากุล
eFinanceThai.com |
วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง ชำแหละทุกแง่มุม ศก.-ตลาดหุ้น
ป้ายกำกับ:
บลจ.บัวหลวง
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น