| |
ค้าปลีก แรงทะลุ ศก.ทรุด * คาดทั้งปีกำไรทั้งกลุ่ม โตราว 25% หุ้นค้าปลีกไม่สะเทือน แม้แนวโน้ม ศก.ครึ่งหลังปีนี้อ่อนแอ ASP เชื่อกำไรดีกว่า H1/56 ขณะที่เซียนหุ้น ชี้ รับอานิสงส์น้ำท่วม คาดทั้งปีนี้กำไรทั้งกลุ่มโตราว 25% "ดีบีเอสวิคเคอร์ส" สั่งลงทุนเท่าตลาด ชู CPALL, HMRPO, BIGC เด่น ด้านกรุงศรี แนะซื้อ BIGC ให้มูลค่าพื้นฐาน 240 บาท ฟากเคเคเทรด มอง HMPRO ราคาหุ้นเต็มมูลค่าแล้ว แนะขายสลับไปลงทุน GLOBAL แทน "เคจีไอ" คาด GLOBAL กำไรในช่วงปี 55-58 โตแกร่งถึง 52.6%
*ASP ชี้ ค้าปลีกไม่สะเทือน แม้คาด ศก.ครึ่งหลังปีนี้อ่อนแอ เชื่อกำไรดีกว่า H1/56 บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส (ASP) ระบวุ่า นอกจากความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และยังเผชิญกับการหยุดหน่วยงานราชการของสหรัฐโดยไม่มีกรอบเวลาแล้วสหรัฐยังต้องเผชิญกับการเจรจาต่อรองขอขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งใกล้จะวันที่กำหนดไว้คือ 17 ต.ค. นี้ เชื่อว่าน่าจะกดดันความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ทั้งนี้หากพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนล่าสุดคือ ก.ย. อยู่ที่ 77.9 ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 และเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 11 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่สำคัญต่อทิศทาง GDP Growth ในงวด 4Q56 มีโอกาสชะลอตัวลงจากงวด 4Q55 (GDP Growth 19.1%) และอาจจะชะลอตัวจากงวด 3Q56 (คาดว่า GDP Growth น่าจะอยู่ที่ราว 4.3%yoy) แต่อย่าไรก็ตาม จากการศึกษาข้อมูลในอดีตพบว่า ผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ มักจะได้รับผลกระทบน้อยสุดโดยเฉพาะ CPALL, MAKRO (CPALL ถือหุ้น 97.88%) ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในช่วงที่เกิดวิกฤติซัปไพร์ม ปี 2552 เป็นต้นมา พบว่าแม้GDP Growth และการบริโภคในครัวเรือนอ่อนตัวลง แต่กลับพบว่าผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าในกลุ่มค้าปลีก 2 รายดังกล่าว ได้รับผลกระทบน้อยสุด ยกเว้นผู้ประกอบการที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคแต่เน้นไปทางสินค้าฟุ่มเฟือย ได้รับผลกระทบมากที่สุด ROBINS(FV@B62) รองลงมาคือ BIGC(FV@B200) เพราะแม้จะขายสินค้าอาหารและเครื่องใช้ในครัวเรือน แต่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจาก Lotus (มีส่วนแบ่งตลาด 11.3% เทียบกับ BIGC มีส่วนแบ่งตลาด 8%) ทำให้ BIGC เผชิญกับยอดสาขาเดิม Same Store Sale Growth (SSSG) ลงไปติดลบ 3.3% ต่ำสุดในกลุ่มฯ ช่วงซับไพร์ม เทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 3.7% นำโดย CPALL 9.7%MAKRO 5.1% HMPRO 5.1% และ ROBINS 1.7% อย่างไรก็ตามล่าสุดคืองวด 3Q56 คาดว่า BIGC ยังมี SSSG ต่ำสุดราว 3% เท่ากับ ROBINS ขณะที่คู่แข่งขันคือ CPALL 5% HMPRO 6% MAKRO 6% โดยภาพรวมในงวด 2H56 นักวิเคราะห์ ASP คาดว่ากลุ่มค้าปลีก น่าจะได้รับผลกระทบในวงจำกัดกล่าวคือคาดว่ายอดขายสาขาเดิมของกลุ่มค้าปลีกฯ งวด 2H56 จะยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับงวด 1H56 ที่ราว 5% จากระยะเดียวกันของปีก่อน (yoy) แต่จุดเด่นอยู่ที่การเปิดสาขาใหม่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง คือ 1) BIGC มีแผนเปิดสาขามากที่สุด 13 แห่ง (Hypermarket 4, Supermarket 9) 2) HMPRO(ซื้อ :FV@B15.1) 10 แห่ง (HMPRO 8, Mega Home 2) MAKRO 3) ROBINS 2 สาขา และ 4) CPALL จะเปิดเพิ่ม 162 สาขา จึงทำให้กำไรกลุ่มค้าปลีกงวด 2H56 ยังมีแนวโน้มดีขึ้นจาก 1H56 แบ่งเป็น 2 กลุ่มดังนี้คือ 1. กลุ่มที่กำไรจากการดำเนินงานปกติ (Norm profit) ทำจุดต่ำสุดงวด 3Q56 จากผลของฤดูฝน แต่จะฟื้นตัวเมื่อเข้าสู่ High season งวด 4Q56 ได้แก่ BIGC(ขาย : FV@B200) และ ROBINS (ถือ : FV@B62) 2. กลุ่มที่ Norm profit มีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่องตั้งแต่ 3Q56 ถึง 4Q56 คือ HMPRO จากการเปิดสาขาจำนวนมาก และ MAKRO(ถือ :FV@B750) จากผลของฤดูกาล ขณะที่ CPALL(ซื้อ : FV@B53) Norm profit จะทำจุดสูงสุดงวด 3Q56 จากการใช้โปรโมชั่นใหญ่สุดในรอบปี (แสตมป์) ก่อนที่จะเข้าสู่จุดต่ำสุดในไตรมาสสุดท้ายของทุกปี จาก SG&A ที่เป็นจุดสูงสุด อย่างไรก็ตาม CPALL อาจจะต้องเผชิญกับ ขาดทุน จากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนหนึ่งในงวด 3Q56 อันเป็นผลมาจากเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สินในรูปสกุลดอลลาร์ 5.8 พันล้านเหรียญฯ ในการซื้อ MAKRO (เมื่อแปลงเป็นเงินบาทแล้วหนี้สินจะเพิ่มขึ้น แต่อย่างได้ป้องกันความเสี่ยงไว้แล้ว 65% จึงเปิดความเสี่ยงไว้ 35% ซึ่งประเมินในเบื้องต้นน่าจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 500-600 ล้านบาท) อย่างไรก็ตามสถานล่าสุดพบว่าเงินบาทมีทิศทางแกว่งตัว จึงคาดว่าผลกระทบจากเงินบาทอ่อนค่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในงวด 4Q56 จึงยังชื่นชอบCPALL มากที่สุดในกลุ่มนี้
*เซียนหุ้น ชี้ รับอานิสงส์น้ำท่วม คาดทั้งปีนี้กำไรทั้งกลุ่มโตราว 25% นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย บล.ทิสโก้เปิดเผยว่าแนวโน้มของหุ้นค้าปลีกในช่วงที่เหลือของปีนี้จะยังคงมีทิศทางที่ค่อนข้างเติบโตแบบชะลอตัวเนื่องจากการอุปโภคบริโภคภายในประเทศมีทิศทางที่ชะลอตัวหลังจากที่ได้รับผลการะทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและฟื้นตัวได้ช้าลง ในขณะเดียวกันหุ้นบางตัวอาจจะได้รับอานิสงส์จากการที่เกิดภาวะน้ำท่วมซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนออกมาใช้จับจ่ายใช้สอยสินค้าเพิ่มขึ้นจากเดิม ประกอบกับได้มีการเปิดสาขาที่เพิ่มขึ้นจึงคาดว่าจะส่งผลให้ยอดขายของแต่ละบริษัทฯเติบโตขึ้น โดยคาดว่ากำไรของหุ้นในกลุ่มค้าปลีกนั้นจะเติบโตเฉลี่ย 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่จะเข้ามากระทบในหุ้นกลุ่มดังกล่าวคือภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวการไม่เกิดการลงทุนๆต่างๆของภาครัฐจึงทำให้ภาคเอกชนเกิดการชะลอตัวลงด้วยเช่นกันอย่างไรก็ตามประเมินว่าในไตรมาสที่ 4 ของปีจะเป็นช่วง ไฮซีซั่นของธุรกิจ โดยแนะนำหุ้นบริษัทฯ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) HMPRO ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซึ่งหลังจากเข้าสู่สภาวะปกติแล้วก็อาจจะทำให้ประชาชนมาซื้อสินค้าเพื่อไปซ่อมแซมที่อยู่อาศัยโดยจะมีราคาที่เหมาะสมอยู่ที่ 16.00 บาท และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) CPALL ที่มีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องประกอบกับการบริโภคสินค้าของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินราคาที่เหมาะสมอยู่ที่ 46.00บาท สำหรับกลยุทธการลงทุนในหุ้นกลุ่มค้าปลีกนี้แนะนำนักลงทุนให้ทยอยซื้อเนื่องจากในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเป็นช่วงที่ถึงจุดสูงสุดของปีจะมีการจับจ่ายใช้สอยของภาคประชาชนเข้ามาบ้างหลังที่ในช่วงไตรมาสที่ 3 เกิดการชะลอตามภาวะเศษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
* ดีบีเอสวิคเคอร์ส สั่งลงทุนเท่าตลาด ชู CPALL, HMRPO, BIGC เด่น บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า เราคาดว่าปัญหาน้ำท่วมในปีนี้จะน้อยกว่าปี 54 มาก รวมทั้งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจน้อยกว่า และเป็นผลกระทบในช่วงสั้น ขณะที่กลุ่มพาณิชย์ (Commerce) มีข้อดี คือ ธุรกิจฟื้นตัวได้เร็วเพราะอิงกับการอุปโภคและบริโภคในชีวิตประจำวัน ประกอบกับจำนวนสาขาที่มากก็ช่วงกระจายความเสี่ยงได้ดี เราให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพาณิชย์เป็นเท่าตลาด ( Neutral) โดยหุ้นเด่น คือ CPALL, HMPRO และ BIGC
* กรุงศรี แนะซื้อ BIGC ให้มูลค่าพื้นฐาน 240 บาท บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ระบุว่า BIGC คาดกำไร 2H56 ขยายตัวต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 56 ยังเติบโต YoY และ HoH คาดว่ากำไรสุทธิ 3Q56 จะอ่อนแอ QoQ ตามฤดูกาล แต่ยังขยายตัว YoY จากฐานต่ำ ก่อนเข้าสู่ระดับสูงสุดของปีใน 4Q56 เราปรับลดประมาณการกำไรปี 56-57 ลง 6% เป็น 6.82 พันล้านบาท และ 7.95 พันล้านบาท ตามลำดับ เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายการขายและบริหารที่มีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าคาด อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิทั้งปี 56 จะยังขยายตัวได้ 12%YoY จากผลบวกของการขยายสาขาทุกรูปแบบ (ซูเปอร์เซ็นเตอร์, มาร์เก็ต และมินิบิ๊กซี) ในเชิงรุกระหว่างปีตามเป้าหมาย ทำให้ยอดขายรวมยังเติบโต 8%YoY และอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดลงจาก 22% เป็น 20% เราประมาณการกำไรสุทธิปี 57 ว่าจะเติบโตต่อเนื่อง 17%YoY เป็น 7.95 พันล้านบาท บนการเติบโตของยอดขายรวม 11% ตามการขยายสาขาเชิงรุก และสมมติฐานยอดขายสาขาเดิมที่ขยายตัวอย่างระมัดระวังเพียง 2%YoY ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มขยายตัวตามการขยายสาขาขนาดเล็กมากขึ้นทั้งบิ๊กซีมาร์เก็ต และมินิบิ๊กซี ส่วนค่าใช้จ่ายการขายและบริหารมีการปรับฐานไปแล้วในปีก่อน อย่างไรก็ตาม จากการประชุมนักวิเคราะห์ มีปัจจัยบวกต่อผลการดำเนินงานระยะยาวได้แก่ i) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการจัดทำรายการส่งเสริมการขายที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ช่วยจำกัดผลกระทบต่อต้นทุนดำเนินงาน ii) การเปิดใช้ศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่สำหรับมินิบิ๊กซีใน 2Q57 เพื่อรองรับการขยายสาขาจาก 194 สาขา ณ 2Q56 เป็น 950 สาขา ภายในปี 59 ซึ่งมีโอกาสที่รูปแบบสาขาขนาดเล็กจะถึงจุดคุ้มทุน และให้อัตรากำไรสูงขึ้น อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิปี 56-57 ที่ 12-17% ยังเป็นขาขึ้น ตามการขยายสาขาเชิงรุก และการควบคุมค่าใช้จ่าย แต่นับว่าต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มพาณิชย์ที่ 17-19% ทั้งนี้ เราปรับลดมูลค่าพื้นฐานจาก 250 เป็น 240 บาท ตามวิธี DCF (WACC 8.7%, Terminal growth 3%) ราคาหุ้นปัจจุบันที่ 24x Prospective P/E ปี 56 ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 29x ผลการดำเนินงาน 3Q56 ที่คาดว่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี เป็นโอกาสเข้าลงทุน
* เคเคเทรด แนะขาย HMPRO ไปลงทุน GLOBAL แทน เหตุราคาหุ้นเต็มมูลค่าแล้ว บทวิเคราะห์ บล.เคเคเทรด ระบุว่า เราคาดว่าการระดมทุนผ่านการขายสิทธิให้เช่าฯ ในโครงการมาร์เก็ตวิลเลจ หัวหินเข้าไปในกองุทุนอสังหาฯของ HMPRO จะมีความคืบหน้าอีกครั้งหลังได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น วันที่ 22 ต.ค.นี้ และมีความเป็นไปได้ที่การระดมทุนจะเสร็จช่วงต้นปี 2557 ซึ่งเราประเมินว่าบริษัทจะได้ประโยชน์ 1) เงินสดราว 2,600 ล้านบาท (หักเงินลงทุนซื้อหน่วยลงทุนกองทุนฯ) 2) ชะลอการก่อหนี้เพิ่มอย่างน้อย 1 ปี และ 3) มีมูลค่าเพิ่มต่อหุ้นประมาณ 0.30 บาท อย่างไรก็ตามมองว่าราคาหุ้น HMPRO ปัจจุบันตอบรับปัจจัยเหล่านี้แล้ว เงินปันผลและผลประกอบการ 3Q56 หนุนราคาหุ้น ราคาหุ้น HMPRO ปัจจุบันปรับตัวดีกว่ากลุ่มค้าปลีกฯ (Outperform) มองว่าเกิดจาก 1) เงินและหุ้นปันผลรวมอัตราหุ้นละ 0.1853 บาทต่อหุ้น (yield 1.7%) ยังไม่ขึ้น XD (XD วันที่ 28 ต.ค.) เราประเมินการจ่ายหุ้นปันผลครั้งนี้จะเกิด EPS dilution 14.3% และ Price dilution 14.4% และ 2) ผลประกอบการ 3Q56 จะเติบโตดี คาดกำไรสุทธิที่ 758 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% YoY และ 4% QoQ จาก Same Store Sales Growth (SSSG) เติบโต 7% รวมทั้งเปิด 3 สาขาใหม่ ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวจาก 2Q56 ที่ 27.2% การลงทุนใหม่เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มอัตรากำไร ในปีนี้ HMPRO มีความต้องการใช้เงินลงทุนประมาณ 11,000 ล้านบาท มากกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานประมาณ 2 เท่า เพื่อรองรับการเปิดสาขาโฮมโปร 10 สาขา รวมทั้งขยายธุรกิจใหม่ “เมกา โฮม” และซื้อที่ดินสำหรับขยายสาขาในปี 2557 HMPRO ได้ระดมทุนผ่านตลาดเงินและหุ้นกู้ ล่าสุดเสนอขายหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 4.05% อายุ 3 ปี ทำให้จะมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม 162 ล้านบาทต่อปี (ยังไม่รวมในประมาณการ) นอกจากนี้ตามแผนขยายธุรกิจใหม่ “เมกา โฮม” จะเปิดให้ 2 สาขาแรกใน 4Q46 ที่ รังสิต และ อำเภอแม่สอด จ.ตาก เราคาดว่าค่าใช้จ่ายดำเนินจากธุรกิจใหม่จะกระทบอัตรากำไรของบริษัทช่วง 2 ปีแรกที่ยังไม่คืนทุน เปลี่ยนไปลงทุน GLOBAL เราประเมินมูลค่าเหมาะสมปีนี้ของ HMPRO ที่ 11.00 บาท (ก่อน XD หุ้นปันผล) และ 9.40 บาท (หลัง XD หุ้นปันผล) มอว่าราคาหุ้น HMPRO ปัจจุบันตอบรับปัจจัยบวกและเต็มมูลค่าเหมาะสมปีนี้แล้ว จึงเป็นจังหวะขายทำกำไร ปรับคำแนะนำเป็น “ขาย” HMPRO เปลี่ยนไปลงทุน GLOBAL เนื่องจากคาดว่า GLOBAL จะมีอัตราการการเติบโตของกำไรปี 2556-2560 สูงกว่า ทำให้หุ้น GLOBAL จะกลับมาซื้อขาย PEG ถูกกว่า HMPRO ตั้งแต่ปี 2557 (GLOBAL ซื้อขายที่ PEG ที่ 0.8 เท่า ขณะที่ HMPRO ซื้อขายที่ PEG 1.7 เท่า)
* เคจีไอ คาด GLOBAL กำไรโตแกร่งถึง 52.6% ในช่วงปี 55-58 ให้ราคาเป้าหมาย 24 บาท บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า เราเริ่มดูแลหุ้น GLOBAL ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 24.00 บาท ซึ่งคำนวณโดยวิธี DCF (WACC 8.4%, Terminal growth 4%) ซึ่งคิดเป็น PE ปี 2556 ที่ 49.2x ถึงแม้ว่าหุ้น GLOBAL ในปัจจุบันจะซื้อขายอยู่ที่ PE สูงถึง 37.5x ซึ่งนับว่าสูงกว่าหุ้นอื่นในกลุ่มซึ่งอยู่ที่ 25x-39x และค่าเฉลี่ยของกลุ่มการพาณิชย์ซึ่งอยู่ที่ 30.2x แต่เราคิดว่าไม่น่าแปลกใจเพราะค่าเฉลี่ย PE ในอดีต (2553-2556) อยู่ที่ 37.0x และ PE ของบริษัทมักจะสูงกว่าคู่แข่งซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 23x-36x เท่านั้น โดยเหตุผลที่หุ้นของ GLOBAL ซื้อขายที่ระดับ PE สูงกว่า ได้แก่ i) แนวโน้มที่สดใสของตลาดการปรับปรุงที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะร้านค้าวัสดุที่ไม่ติดแอร์ ii) การขยายสาขาเชิงรุกของ GLOBAL พร้อมการให้บริการที่ดีและมีสินค้าที่หลากหลายกว่า ซึ่งน่าจะทำให้บริษัทสามารถจับตลาดในที่ห่างไกลได้ดี และช่วยให้กำไรโตได้ในระยะยาว และ iii) คาดว่าอัตรากำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 52.6% CAGR ในช่วงปี 2555-2558 จาก 609 ล้านบาทในปี 2555 เป็น 1.2 พันล้านบาทในปี 2556 และเพิ่มเป็น 1.5 พันล้านบาทในปี 2557 และเป็น 2.2 พันล้านบาทในปี 2558 ซึ่งอัตราการเติบโตที่น่าประทับใจนี้สูงกว่าหุ้นอื่นในกลุ่มที่เราดูแลอยู่ซึ่งมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 19.2% CAGR ในช่วงปี 2555-2558ตลาดร้านวัสดุไม่ติดแอร์เป็นที่นิยม มูลค่าของตลาดการปรับปรุงที่อยู่อาศัย (ไม่รวมร้านวัสดุไม่ติดแอร์) คาดว่าจะอยู่ที่ 1.51 แสนล้านบาท ซึ่ง 55-60% เป็นของร้านค้าแบบดั้งเดิม ในขณะที่มูลค่าตลาดของร้านวัสดุไม่ติดแอร์นั้นค่อนข้างสูงที่ 1.3 แสนล้านบาท จากกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่ทำให้เกิดการซื้อซ้ำของคนในต่างจังหวัด นอกจากนี้ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของชุมชนเมือง ทำให้ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่มีลักษณะซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ต้องการให้มีประเภทสินค้าให้เลือกซื้อมากขึ้นและต้องการบริการหลังการขายและความสะดวกสบายที่ร้านค้าวัสดุแบบดั้งเดิมไม่สามารถให้ได้มีที่ดินในมือพร้อมสำหรับการขยายสาขาให้ได้ตามเป้า GLOBAL คาดว่าจะเปิดสาขาใหม่ปีละ 12-15 สาขาในช่วงปี 2555-2558 จากการที่บริษัทมีที่ดินในมือแล้ว 14-15 แปลงซึ่งพร้อมจะพัฒนาเป็นสาขาได้ภายในปีหน้า และกลยุทธ์ของบริษัทที่จะซื้อที่ดินที่มีศักยภาพในทำเลชั้นหนึ่งและชั้นรองเพิ่มอีก เราจึงเชื่อว่าบริษัทจะสามารถบรรลุเป้าการขยายสาขาให้ถึง 100 สาขาในอนาคต จากที่คาดว่าจะมี 32 สาขาในปีนี้ (สิ้นเดือนสิงหาคมมี 25 สาขา)กำไรมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงปี 2555-2558 เราคาดว่ากำไรของ GLOBAL จะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 52.6% CAGR ในช่วงปี 2555-2558 จาก 609 ล้านบาทในปี 2555 เป็น 1.2 พันล้านบาทในปี 2556 และเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านบาทในปี 2557 และเป็น 2.2 พันล้านบาทในปี 2558 โดยสมมติฐานหลักได้แก่ i) แผนการขยายสาขาเชิงรุก 10-12 สาขาต่อปี หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 28.2% CAGR ในช่วงปี 2555-2558 ii) อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 90bps จาก 15.0% ในปี 2555 เป็น 15.9% ในปี 2558 จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนสินค้า house brands ซึ่งมี GPM สูงกว่า 35.0% เมื่อเทียบกับสินค้าจากผู้ผลิตรายอื่นซึ่งอยู่ที่ 10.0-12.0% หลังดำเนินโครงการจัดซื้อสินค้าร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCC และ iii) ผลประโยชน์จากภาษีนิติบุคคลที่ลดลงจาก 30.0% ในปี 2554 เป็น 23.0% ในปี 2555 และเหลือ 20.0% จากปี 2556 เป็นต้นไปศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ลดค่าเสียโอกาสจากการสต๊อกสินค้าจำนวนมาก GLOBAL เชื่อว่าศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ (DC) จะช่วยลดจำนวนวันที่ต้องเก็บสินค้าคงคลังลงได้อย่างน้อย 30% จาก 198.1 วันในปี 2555 ซึ่งเป็นไปตามประมาณการของเราที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 134 วันในปี 2557 ลดลง 33.2% YoYและน่าจะช่วยลดระยะเวลาการเก็บค่าสินค้าของบริษัทจาก 113 วันในปี 2556 เหลือ 47 วันในปี 2557 และ 18 วันในปี 2558 ทั้งนี้ เราคาดว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสจากการเก็บสต๊อกสินค้าจำนวนมากน่าจะลดลง เนื่องจาก GLOBAL สามารถใช้เงินสดส่วนเกินในมือ หลังจากที่บริษัทสามารถลดจำนวนสินค้าคงคลังสำหรับการเก็บสต๊อกลงได้ และสามารถเก็บเงินได้เร็วจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นเริ่มคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท เราเริ่มดูแลหุ้น GLOBAL ด้วยคำแนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 24.00 บาท คำนวณโดยวิธี DCF (WACC 8.4%, Terminal growth 4%) ซึ่งคิดเป็น PE ปี 2556 ที่ 49.2x | |
| | |
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น