วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

โมเดิร์นฟอร์ม

       -โมเดอร์นฟอร์มฯ เผยภาครัฐ-เอกชน เร่งลงทุนพัฒนาโรงพยาบาลต่อเนื่องทั้งใน กทม.-ต่างจังหวัด ส่งผลตลาดเฮลท์แคร์ขยายตัวสูง มั่นใจบริษัทลูกโตก้าวกระโดดต่อเนื่อง เปรยผู้ถือหุ้นพร้อมผลักดันเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคตอันใกล้ ด้านผลประกอบการ “โมเดอร์ฟอร์ม” ปี 56 โต 17% คาดปีหน้าโตไม่ต่ำกว่า 15% หรือมียอดขายกว่า 3,600 ล้านบาท เหตุออเดอร์รอส่งมอบปีหน้าอยู่ในมือแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท                นายทักษะ บุษยโภคะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MODERN กล่าวถึงบริษัทลูกโมเดอร์น ฟอร์ม เฮลท์ แอนด์ แคร์ จำกัด ว่า กลุ่มผู้ถือถือหุ้น และตนเองมีแผนจะนำบริษัทดังกล่าวเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์ฯ แต่ต้องรอให้วอลุ่มการขาย และรายได้สูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอีก 1-2 เท่าตัว ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 1-3 ปีจากนี้ เนื่องจากกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ มีอัตราการขยายตัวที่เร็วมาก ซึ่งที่ผ่านมา ยอดขายของบริษัทมีการขยายตัวแบบก้าวกระโดดมาโดยตลอด                ทั้งนี้ ในทุกๆ ปีการขยายตัวของการลงทุนด้านบริการเพื่อสุขภาพ และโรงพยาบาล ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัทมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในส่วนของเอกชน และภาครัฐ ซึ่งเป็นการลงทุนรองรับดีมานด์ที่จะไหลเข้ามาหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ตามนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ                “ปีที่ผ่านมา รายได้ของบริษัท โมเดอร์นฟอร์ม เฮลท์ แอนด์ แคร์ อยู่ในหลักร้อยล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวแบบก้าวกระโดต่อเนื่องในปีนี้และปีถัดๆ ไป เนื่องจากงานที่รับเข้ามาส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลราชวิถี ฯลฯ ที่ได้ส่งมอบสินค้าไปแล้ว นอกจากนี้ บริษัทยังไม่การเซ็นสัญญารับงานติดตั้งอุปกรณ์การแพทย์ และเฟอร์นิเจอร์ในโรงพยาบาลทั้งใน กทม. และต่างจังหวัดในมืออีกกว่า 10 แห่ง รวมถึงโครงการที่อยู่ในระหว่างเจรจาอีกมากกว่า 10 แห่ง ทำให้มั่นใจว่ารายได้ของบริษัทลูกจะยังมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่องในปีถัดๆ ไป”                นายทักษะ กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินการของโมเดอร์ฟอร์มฯ นั้น ปัจจุบันบริษัทมียอดขายแล้ว 3,600 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 17% อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของอุตสาหกรรมก่อสร้างส่งผลให้งานก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยในตลาดบางส่วนล่าช้าออกไป ทำให้บริษัทไม่สามารถส่งมอบเฟอร์นิจเจอร์ได้ตามกำหนด ทั้งนี้ หากงานก่อสร้างของโครงการที่อยู่อาศัยในตลาดสามารถส่งมอบตามกำหนดการ จะทำให้ปี 56 บริษัทมียอดขายสูงถึง 4,000 ล้านบาท                สำหรับปี 57 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้โตขั้นต่ำ 15% จากปีนี้ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้ 3.6 พันล้านบาท โดยการเติบโตของยอดขายในปีหน้าจะมาจากกลุ่มเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน สูงกว่ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์บ้าน ซึ่งในปี 57 โครงการคอนโดมิเนียมจะเติบโตในอัตราส่วนที่ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มี Backlog ที่รอส่งมอบในปีหน้ากว่า 3,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าจะสามารถเปิดโตได้ตามเป้าที่วางไว้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น