วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การค้นหาหุ้นเมกาเทรนด์

การค้นหาหุ้นเมกาเทรนด์


คำถามยอดนิยมสำหรับ VI ที่เน้นลงทุนระยะยาวในกิจการที่จะเติบโตต่อเนื่องยาวเป็น   “เมกาเทรนด์”  ก็คือ  สำหรับประเทศไทยแล้ว  อุตสาหกรรมอะไรเป็นเมกาเทรนด์  เราจะดูได้อย่างไรว่าอะไรจะเป็นเมกาเทรนด์ในอนาคต?  และหุ้นตัวไหนจะได้ประโยชน์มากที่สุด?
          ก่อนอื่นเราจะต้องกำหนดนิยามของคำว่าเมกาเทรนด์เสียก่อนว่ามันคืออะไร   สำหรับผมแล้ว  นิยามที่จะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนนั้น  จะต้องเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจที่ค่อนข้างจะเฉพาะเจาะจง  การบอกว่าอุตสาหกรรม IT เป็นเมกาเทรนด์นั้นกว้างเกินไป  ไม่มีประโยชน์ต่อการลงทุนนัก  เพราะอุตสาหกรรม IT นั้นครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมาก  ผลิตภัณฑ์บางอย่างเช่น คอมพิวเตอร์ที่  “อยู่กับที่”  อาจจะไม่อยู่ในเมกาเทรนด์แล้ว  แต่คอมพิวเตอร์ที่  “เคลื่อนที่”  และต่อกับอินเตอร์เน็ตนั้นยังเป็นเมกาเทรนด์อยู่  เป็นต้น  นิยามอีกข้อหนึ่งที่สำคัญก็คือ  เมกาเทรนด์นั้นหมายความว่าผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจนั้นจะต้องมียอดขายเติบโตขึ้นเท่าไรและต่อเนื่องไปกี่ปี?   นิยามคร่าว ๆ ของผมอาจจะบอกว่าผลิตภัณฑ์จะต้องเติบโตขึ้นจากที่เป็นอยู่ไม่น้อยกว่า 3 เท่าภายในเวลา 10 ปี หรือพูดง่าย ๆ  ถ้าจุดเริ่มต้นของยอดขายของผลิตภัณฑ์เท่ากับ 100 บาท   ภายในเวลา 10 ปี  ยอดขายจะต้องเป็นอย่างน้อย 400 บาท  และนี่ก็คือการเติบโตแบบทบต้นอย่างน้อยปีละ 15%  ด้วย 
          โดยนัยของนิยามเมกาเทรนด์ข้างต้น  เราก็จะพบว่า  ธุรกิจที่จะเป็นเมกาเทรนด์นั้น  อาจจะเป็นธุรกิจที่โตเร็วมาก  โตแบบทบต้นปีละ 30% และภายในเวลาเพียง 5 ปี  ยอดขายก็เป็น 4 เท่า แล้ว  และนี่ก็คือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว  คนที่ซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์บางคนอาจจะดูเหมือนว่ามีความคลั่งใคล้  ผู้คนกล่าวขวัญถึงว่าเป็น “เมกาเทรนด์”    ตัวอย่างก็เช่น  คอมพิวเตอร์แบบแทบเล็ตที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เป็นต้น   แต่ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจบางอย่าง  ก็อาจจะไม่ได้โต “ระเบิด” อย่างนั้น  มันอาจจะโตปีละ 15-20%  ในบางปีที่ดี  และอาจจะโตแค่ 10-15% ในปีที่ไม่ดี  ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานเป็น 10 ปี  ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตเป็น 4 เท่า  ตัวอย่างเช่น ธุรกิจโมเดินเทรดบางประเภท เป็นต้น  แบบนี้ผมก็ถือว่ามันเป็นเมกาเทรนด์เหมือนกัน
          ถัดจากเรื่องของนิยามเราต้องพูดถึงสาเหตุที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมากขึ้นเป็น 4 เท่าได้   ในกรณีอย่างนี้เหตุผลสำคัญที่สุดข้อหนึ่งก็คือ  เรื่องของพัฒนาการหรือการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถสนองความต้องการของคนได้ดีกว่าเดิมไม่ว่าในด้านของคุณภาพหรือราคา  ส่งผลให้คนหันมาใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นมากขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องยาวนาน  ในบางกรณีก็อาจจะทำให้ผลิตภัณฑ์เดิมล้มหายตายจากไปเลยก็มี
          ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจที่จะกลายเป็นเมกาเทรนด์ได้นั้น  มักจะต้องตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์  นั่นก็คือ ข้อแรก  มันจะต้องทำให้มนุษย์ที่คำนึงถึงการอยู่รอด  รู้สึกว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นช่วยให้เขาอยู่รอดได้ดีขึ้น   หรือสอง ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นจะต้องทำให้คนรู้สึกว่าเขาจะมีโอกาสมีคู่เผยแพร่เผ่าพันธุ์ได้ดีขึ้น   ความต้องการพื้นฐานข้อแรก  นั้นที่เห็นได้ชัดก็อาจจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ  อาหาร  ธุรกิจที่จัดให้เกิดความสะดวกสบายในทุก ๆ  ด้าน  และธุรกิจเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารและความรู้ เป็นต้น  ส่วนข้อที่สองนั้นเป็นเรื่องที่กว้างมากที่อาจจะเกี่ยวข้องกับความสวยงาม  สินค้าฟุ่มเฟือย  การท่องเที่ยวเดินทาง ข่าวสารและความรู้ต่าง ๆ  เป็นต้น   
          ประเด็นที่สำคัญของการเป็นเมกาเทรนด์นั้นไม่ใช่เรื่องของความต้องการพื้นฐานเท่านั้น  เหตุเพราะว่าเราพัฒนามาไกลมากและคนก็มีปัจจัยเหล่านั้นอยู่แล้ว  เมกาเทรนด์นั้นจะเกิดขึ้นก็ต้องมีการพัฒนาหรือการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาที่ทำได้ดีกว่าของเดิมจนคนเปลี่ยนมาใช้ของใหม่ที่ดีกว่า  และนี่ก็คือการเกิดขึ้นของเมกาเทรนด์ในประเทศที่เจริญแล้วอย่างในอเมริกาหรือประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก  แต่สำหรับประเทศที่ยังมีรายได้ไม่สูงนักอย่างประเทศไทย  เมกาเทรนด์อาจจะเกิดขึ้นจากการที่คนไทยจำนวนมากขึ้นหันมาบริโภคหรือใช้บริการสิ่งที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ที่มีการคิดค้นขึ้นในโลก  แต่เป็นของเดิมที่มีอยู่แล้วแต่ในอดีตมีคนที่มี  “ความสามารถที่จะใช้”  จำกัดเนื่องจากมันเป็นสินค้าที่ “แพงเกินไป”    แต่ในปัจจุบันนั้น  ด้วยรายได้ที่สูงขึ้น  คนไทยจำนวนมากขึ้นก็หันมาใช้บริการนั้น   และเมื่อรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ  จนถึงจุดหนึ่ง  จำนวนคนที่มีความสามารถที่จะใช้ก็อาจจะมากขึ้นเป็นทวีคูณ  และนี่ก็คือกระบวนการหรือเส้นทางที่ก่อให้เกิด “เมกาเทรนด์”  ในหลาย ๆ  ผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย 
          ตัวอย่างของเมกาเทรนด์ที่เกิดเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้นั้น  ผมคิดว่าน่าจะรวมถึงผลิตภัณฑ์  สินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคส่วนบุคคล   “สมัยใหม่”  ทั้งหลาย   แต่เดิมนั้น  เราพูดว่าคนชั้นกลางขึ้นไปจะใช้ชีวิตทำงานในออฟฟิส  เดินห้าง  กินอาหารภัตตาคาร  ซื้อเสื้อผ้าตามร้านติดแอร์  ดูหนัง  ขับรถ  เล่นเน็ต อยู่คอนโด  อะไรต่าง ๆ  เหล่านี้  ในขณะที่คนต่างจังหวัดและคนที่มีรายได้ต่ำยังไม่ใคร่จะได้ทำ  อย่างไรก็ตาม  รายได้ของคนไทยเพิ่มขึ้นเร็วมากในช่วงหลัง ๆ  ก่อให้เกิดคนชั้นกลางรุ่นใหม่จำนวนมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัด  ซึ่งทำให้สินค้าเหล่านั้นขายได้มากขึ้นในต่างจังหวัดและอาจจะกลายเป็นเมกาเทรนด์ได้ในบางผลิตภัณฑ์
          การที่จะดูว่าหุ้นตัวไหนจะได้ประโยชน์จากเมกาเทรนด์นั้นผมคิดว่าในกรณีของการที่เมกาเทรนด์เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของรายได้นั้นอาจจะดูไม่ยากนัก  เหตุผลก็เพราะว่าในกรณีแบบนี้เราอาจจะเห็นผู้ชนะอยู่แล้วเนื่องจากมันไม่ใช่ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจใหม่   ถ้าเราพบว่ามีบริษัทที่ Dominant หรือบริษัทที่แทบจะ  “ครอบงำ”ธุรกิจอยู่แล้ว  นั่นก็คือบริษัทที่จะได้ประโยชน์ชัดเจน  แต่ในกรณีของธุรกิจใหม่หรือธุรกิจที่ยังไม่มีบริษัทยักษ์ใหญ่อยู่  การวิเคราะห์ว่าบริษัทไหนจะชนะก็เป็นสิ่งที่จะจำเป็น  ในกรณีแบบนี้  เราก็จะต้องดูว่าใครมีกลยุทธ์ที่ดีและมีทรัพยากรที่จะต่อสู้แข่งขันมากกว่ากัน  อย่างไรก็ตาม  เราจะต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า  โครงสร้างหรือลักษณะของธุรกิจนั้นเป็นอย่างไรด้วย  เพราะในบางธุรกิจนั้น  เราอาจจะไม่สามารถหาผู้ชนะที่แท้จริงได้  การแข่งขันอาจจะรุนแรงอยู่ตลอดเวลาและแม้แต่  ผู้ชนะเองก็อาจจะทำกำไรไม่ได้มากนักก็ได้
          ที่พูดมาทั้งหมดนั้น  บางทีอาจจะทำให้คนเข้าใจผิดว่าเมกาเทรนด์ที่น่าสนใจนั้นจะต้องเป็นธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องโตไม่ต่ำกว่าปีละ 15% หรือกำลังโตเร็วมาก ๆ  เท่านั้น  ที่จริงแล้ว  เมกาเทรนด์เองก็มีระดับของมันเหมือนกันและแต่ละคนก็มีนิยามที่แตกต่างกัน  สำหรับผมเองนั้น  บริษัทที่โตต่อเนื่องยาวนานเฉลี่ยทบต้นปีละ 10%  แต่ถ้ามันโตไปยาวนานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปผมก็คิดว่ามันเป็นบริษัทที่โตเร็วน่าสนใจมาก  ประเด็นก็คือ  มันต้องเป็นการโตที่มั่นคงแน่นอนและโอกาสที่จะหดตัวลงน้อยมาก  ในกรณีอย่างนี้  ผมเองก็จะให้คุณค่ามันค่อนข้างมาก  เหตุผลข้อแรกก็คือ  ผมเชื่อว่าธุรกิจที่โตขึ้นเรื่อย ๆ  นั้นมักจะมีกำไรดีขึ้นมากกว่ายอดขายเพราะบริษัทจะมีEconomy of Scale ดีขึ้น  หรือต้นทุนต่อหน่วยลดลง  และเหตุผลข้อสองก็คือ  การโตช้าลงมาหน่อยอาจจะไม่ใช่ข้อเสียมากนักถ้ามันจะช่วยไม่ให้คู่แข่งเข้ามามากเกินไป
          สุดท้ายก็คือ  เมื่อค้นพบหุ้นที่จะเป็นเมกาเทรนด์แล้ว หน้าที่ของเราก็คือ  ดูว่าราคาหุ้นเหมาะสมหรือไม่  โดยอาจจะดูจากอัตราผลตอบแทนจากปันผลในปีแรกบวกกับแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวพอสมควรของธุรกิจ  ถ้าดูแล้วคุ้มค่า  เราก็ควรจะซื้อและถือหุ้นไว้ให้ยาวนานตราบที่กิจการยังดีอยู่โดยที่ยังไม่มีคู่แข่งที่สามารถมาท้าทายบริษัทได้  และอย่าสนใจกับความผันผวนของราคาหุ้นในระยะสั้น 
Posted by nivate at 9:45 AM in โลกในมุมมองของ Value Investor

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น