วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

‘ศาลโลก’ส่งมอบข่าวดี ไทยชนะ2ประเด็นหลัก ข่าวหน้าหนึ่ง วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน 2556

‘ศาลโลก’ส่งมอบข่าวดี
ไทยชนะ2ประเด็นหลัก

ข่าวหน้าหนึ่ง วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน 2556 
ผู้เข้าชม : 9 คน 

ศาลโลกปัดคำขอกัมพูชา กรณีพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และแผนที่ 1 ต่อ 2000,000 ไม่ได้นำมาใช้ในการพิจารณาให้เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาเมื่อปี 2505 ด้านทูต “วีรชัย” ย้ำพื้นที่รอบปราสาทฯ ที่ศาลให้เป็นของกัมพูชา มีขนาดเล็กมาก

วานนี้ (11 พ.ย.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงการณ์ภายหลังศาลโลกมีคำพิพากษาการตีความคดีประสาทพระวิหาร โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไทยทำหน้าที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ในการให้วาจากับศาลโลก
และภารกิจในการต่อสู้คดี ท้าทายและยากลำบากมาก เพราะเป็นการตีความคำพิพากษาเดิมซึ่งนานมา 50 ปีแล้ว และไทยต้องกลับไปต่อสู้อีกครั้ง ดังนั้น คณะผู้ดำเนินคดีจึงได้รับการสนับสนุนทั้งจากรัฐบาลและประชาชนในทุกด้านอย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพสูงสุด
บัดนี้ ศาลโลกพิจารณาเอกสารจากทั้งสองฝ่าย โดยประชาชนคงได้ติดตามการถ่ายทอดสดแล้ว ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าศาลให้ความสำคัญที่ทั้งสองประเทศต้องเจรจากัน ดังนี้
1.ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของไทย และได้ตัดสินภายใต้ขอบเขตเดิมของคำพิพากษาเมื่อปี 2505
2.ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของไทย เพราะไม่ได้ตัดสินเกี่ยวกับเขตแดน เนื่องจากอยู่นอกเหนือจากคำพิพากษาเดิม และศาลไม่รับข้อเรียกร้องของกัมพูชา กรณีพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) และแผนที่ 1 ต่อ 2000,000
3.ศาลรับตีความเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร โดยศาลอธิบายว่าเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก กำหนดตามสภาพภูมิศาสตร์ โดยไม่ได้กำหนดเส้นเขตแดน ไม่รวมภูมะเขือ โดยทั้งสองประทศจำเป็นต้องหารือกันในรายละเอียดต่อไป
4.ศาลได้แนะนำให้ความสำคัญกับการที่สองฝ่ายจะต้องร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาปราสาทพระวิหาร ในฐานะมรดกโลก
ทั้งนี้ รัฐบาลสั่งทีมที่ปรึกษากฎหมายศึกษารายละเอียดเพื่อนำไปประกอบพิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไป ต่อจากนี้ไทย-กัมพูชาจะได้ปรึกษาเพื่อให้ได้ข้อยุติและเป็นที่ยอมรับของสองฝ่าย โดยคำนึงถึงขึ้นตอนตามกฎหมายแห่งรัฐธรรมนูญไทยเป็นสำคัญ
การดำเนินการของรัฐบาล ยืนยันว่าจะต้องรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประทศเป็นที่ตั้ง รวมทั้งความเป็นประชาคมอาเซียนด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสั่งการให้ฝ่ายมั่นคงยังคงรักษาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รักษาอธิปไตย รักษาชีวิตทรัพย์สินของคนไทย เพื่อรักษาสันติภาพและสันติสุข ดั่งที่ได้ปฏิบัติกันมาตลอด
“ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านและเป็นสมาชิกอาเซียน ซึ่งต้องอยู่ร่วมกันต่อไป และยังมีความสัมพันธ์ฉันท์ญาติมิตร จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อประโยชน์สุขของสองประทศ ดังนั้น ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และประเทศชาติอย่างสูงสุด”
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงด้วยการให้สัมภาษณ์จากกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ว่า เป็นที่น่าพอใจในการตัดสินของศาล ซึ่งจากนี้ ไทยกับกัมพูชาต้องหารือร่วมกันในการประชุม "คณะกรรมาธิการร่วม" หรือ JC (Joint Commission) อันเป็นกลไกร่วมระหว่างไทย และกัมพูชา
ด้านนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ในฐานะตัวแทนไทย ในการดำเนินการทางกฎหมายฝ่ายไทย  สรุปสาระคำพิพากษาที่ศาลโลกพิจารณา  ด้วยการย้ำว่า ศาลโลกบอกว่ามีอำนาจพิจารณาตีความตามคำร้องกัมพูชา เรื่องการดูแลตัวปราสาทพระวิหาร
บริเวณใกล้เคียงปราสาทโดยรอบ ให้ยึดตามคำตัดสินของศาลโลกในปี พ.ศ.2505  และกัมพูชาไม่ได้รับตามคำร้องขอ กรณีเขตแดนพื้นที่ทับซ้อน   4.6 ตารางกิโลเมตร  และพื้นที่บริเวณภูมะเขือ  ไม่ใช่ของกัมพูชา
ศาลไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน  ส่วนพื้นที่เล็กๆ ที่มีการร้องขอของกัมพูชา กำลังมีการคำนวณกันอยู่
และศาลไม่ได้ระบุเส้นเขตแดนบนแผนที่ 1 : 200000 เป็นส่วนหนึ่งบนคำตัดสินที่ผูกพัน เมื่อ ปี พ.ศ. 2505 และสุดท้าย ศาลแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันในการที่จะดูแลปราสาทพระวิหาร ในฐานะมรดกโลก
นายวีรชัย กล่าวย้ำว่า พื้นที่โดยรอบปราสาทเขาพระวิหารที่ศาลระบุนั้น เป็นพื้นที่ที่มีขนาดเล็กมาก ส่วนใครจะเป็นผู้กำหนดนั้น ซึ่งประเด็นนี้ทั้งไทยและกัมพูชา จะต้องมาหารือกันเอง หรือไปเจรจากัน
“คำพิพากษาในครั้งนี้ ศาลระบุชัดเจนว่า จะพิจารณาเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเส้นเขตแดน ส่วนพื้นที่อื่นที่กัมพูชากล่าวอ้างตามแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทางบกและทางทะเล” นายวีรชัย กล่าว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น