วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เทสโกอาจต้องขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก

เทสโก้อาจพิจารณาขายหรือแยกธุรกิจหลัก

ต่างประเทศ วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2557 
ผู้เข้าชม : 30 คน 

รอยเตอร์ - เดฟ เลวิส ซีอีโอใหม่ของเทสโก้ โลตัส อาจต้องทำตามบริษัทค้าปลีกยุโรปอื่นๆ และพิจารณาขายหรือแยกธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไปและโฟกัสธุรกิจในอังกฤษ เพื่อปลอบโยนนักลงทุนที่ตกตะลึงกับเรื่องอื้อฉาวทางบัญชี  รอยเตอร์ชี้ไทยอาจเป็นหนึ่งในธุรกิจที่บริษัทอาจพิจารณาขาย โดยประเมินว่ามีมูลค่าราว 5,000 ล้านปอนด์
จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์   มีธุรกิจจำนวนหนึ่งที่เทสโก้อาจพิจารณาขาย และในการประเมินมูลค่าของนักวิเคราะห์ ได้มีการประเมินดังนี้
ธุรกิจในเอเชีย มีการประเมินว่ามีมูลค่าประมาณ 8,000-10,000 ล้านปอนด์  โดยสินทรัพย์ที่อยู่นอกอังกฤษที่ทำกำไรมากที่สุดของเทสโก้ คือ ธุรกิจในเกาหลีใต้และประเทศไทย  ซึ่งอาจถูกขายออกไปหรือแยกธุรกิจในท้องถิ่นและจดทะเบียนในท้องถิ่นเหมือนที่กลุ่มกาสิโนได้ทำในประเทศไทย
มีการมองกันว่าธุรกิจในเกาหลีใต้มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านปอนด์ และธุรกิจในไทยมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านปอนด์  โดยผู้ที่จะมาซื้ออาจได้แก่บริษัทคู่แข่งในเอเชีย เช่น อิออน และลอตเต้ ช้อปปิ้ง  นอกจากนี้ เทสโกยังมีธุรกิจในมาเลเซียเช่นกัน
สำหรับธุรกิจในยุโรป  จากรายงานของรอยเตอร์ ได้มีการประเมินว่ามีมูลค่า 3,000-4,000 ล้านปอนด์  โดยเทสโก้มีธุรกิจในโปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก และสโลวาเกีย แต่บริษัทอาจจะขายได้ลำบากเนื่องจากมีผู้เล่นในท้องถิ่นเพียงไม่กี่รายที่อาจจะเป็นผู้ซื้อ และร้านค้าของโลตัสที่นั่นส่วนใหญ่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตส์ขนาดใหญ่ ซึ่งกำลังล้าสมัยเนื่องจากพฤติกรรมในการช้อปปิ้งเปลี่ยนไปช้อปปิ้งทางอินเตอร์เน็ตและผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อในท้องถิ่น
ทางเลือกหนึ่งที่อาจจะทำได้คือพยายามชักจูงให้บริษัทค้าปลีกอื่นๆ ในยุโรป เช่น รีเวอร์ในเยอรมนีและอูชองของฝรั่งเศสเข้าร่วมในการแลกสินทรัพย์เหมือนที่เทสโก้ได้ทำเมื่อปี 2548 เมื่อได้แลกธุรกิจในไต้หวันกับสินทรัพย์ในเชกของคาร์ฟูร์
รอยเตอร์ระบุว่า คาร์ฟูร์อาจสนใจธุรกิจในโปแลนด์ ในขณะที่โกลบุสในเยอรมนีอาจซื้อธุรกิจในสาธารณรัฐเช็ก และเทสโก้ได้แถลงเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า ไม่สามารถบรรลุข้อตกกับกลุ่มบริษัทที่สามเกี่ยวกับธุรกิจในตุรกีซึ่งกำลังมีปัญหาอยู่  นอกจากนี้ เทสโก้ยังมีธุรกิจในไอร์แลนด์ด้วย
อีกธุรกิจหนึ่งที่รอยเตอร์ระบุว่าอาจจะต้องพิจารณาขายคือ  ดันน์ฮัมบี ซึ่งเป็นบริษัทรวบรวมข้อมูลผู้บริโภค โดยบริษัทนี้มีมูลค่าประมาณ 2,000-3,000 ล้านปอนด์  บริษัทนี้ได้รับเครดิตที่ได้ช่วยให้เทสโก้กลายเป็นบริษัทค้าปลีกชั้นนำของอังกฤษ โดยโครงการคลับการ์ดของโลตัสอาจกลายเป็นโฟกัสในการทำสงครามเสนอซื้อ หลังจากที่มีรายงานว่าเทสโก้ปฏิเสธข้อเสนอ 2,000 ล้านปอนด์ จากบริษัท ทีพีจี แคปิตอล   ดันน์ฮัมบี ยังร่วมมือกับแบรนด์ผู้บริโภคและบริษัทค้าปลีกอื่นๆ เช่น โครเกอร์ เมซี่ส์ โคคา-โคล่า และเคลล็อกส์
สำหรับธุรกิจธนาคารของเทสโก้ มีการประเมินว่าจะมีมูลค่าราว 1,000-2,000 ล้านปอนด์   ธุรกิจนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2540 ในฐานะที่เป็นบริษัทร่วมทุนกับรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์  ต่อมาในปี 2551 เทสโก้เข้าถือหุ้นทั้งหมดและในขณะนี้มีลูกค้า 7 ล้านคน มีพนักงานประมาณ 4,000 คน
ส่วนธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่ในข่ายที่อาจจะมีการพิจารณาขาย ได้แก่ สต็อป (500 ล้านปอนด์), ด็อบบี้ การ์เด็น เซนเตอร์ (180 ล้านปอนด์), ยีราฟ แอนด์ แฮร์ริส แอนด์ ฮูล (52 ล้านปอนด์), บลิงค์บ็อกซ์  (14 ล้านปอนด์), เอ็กเซส แลนด์/ไฮเปอร์ มาร์เก็ต สเปซ และเครื่องบินบริษัทอีก 5 ลำ
มีรายงานจากเดอะ การ์เดี้ยน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมเช่นกันว่า เทสโก้อาจจะจำเป็นต้องขายธุรกิจเหล่านี้โดยบริษัทอาจจำเป็นต้องระดมเงิน 2,000-3,000 ล้านปอนด์ เพื่อที่จะฟื้นตัวจากการที่ผลกำไรลดลง และเพื่อความมั่นใจว่าจะมีความมั่นคงทางการเงิน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น