วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

“สิงห์ฯ” มั่นใจปีนี้มีกำไรสุทธิ

“สิงห์ฯ” มั่นใจปีนี้มีกำไรสุทธิ

2015-09-04 
: ครึ่งหลังเล็งซื้อกิจการ 4 ดีล มูลค่า 1.5หมื่นล้าน

S  คาดปีนี้มีกำไรสุทธิ แม้จะยังไม่มีรายได้จากการขายเข้ามา มั่นใจปี 61 จะมีรายได้  20,000 ล้านบาท เล็งซื้อกิจการ 3-4 ดีล มูลค่า 15,000 ล้านบาท ในช่วงที่เหลือของปี หวังสร้างการเติบโต 

นายเมธี วินิชบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทน่าจะสามารถเริ่มมีกำไรสุทธิได้ แม้จะไม่มาก หลังจากที่บริษัทได้เข้าซื้อกิจการเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ทางอ้อม (Backdoor Listing) ในช่วงปี 2557 ซึ่งกำไรสุทธิจะมาจากธุรกิจโรงแรม อาคารสำนักงานให้เช่าและรายได้จากการขายของ Nirvana Development ที่ถือหุ้นอยู่ 51%
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะเริ่มมีรายได้จากการขายได้ในช่วงปี 2561 โดยภายใน 5 ปีจากนี้ตั้งเป้าจะมีรายได้อยู่ที่ 20,000 ล้านบาท โดยจะมีรายได้จากการขาย 50% รายได้จากการให้บริการ 50% ทั้งนี้ในช่วงปลายเดือนนี้ บริษัทจะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมบนถนนอโศก จำนวน 54 ชั้น มูลค่าการลงทุน 4,200 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 1/62
“ปัจจุบันบริษัทยังไม่มีรายได้จากการขายโครงการของตัวเอง ซึ่งรายได้ในส่วนของงานขายจะมาจาก Nirvana Development ที่บริษัทถือหุ้นเป็นหลัก แต่จะมีรายได้มาจากอาคารสำนักงานให้เช่าอย่างตึกซันทาวเวอร์ ที่ซื้อกิจการมาในช่วงสิงหาคมที่ผ่านมา น่าจะช่วยให้บริษัทมีกำไรได้ และโรงแรม 2 แห่งไม่ว่าจะสันติบุรีและพีพีไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท (Phi Phi Island Village Beach Resort)” นายเมธี กล่าว
สำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่บริษัทกำลังพัฒนาในปัจจุบัน ประเภทคอนโดมิเนียม ได้แก่ โครงการบางรักใหญ่ มูลค่าการลงทุน 3,100 ล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 2/63 โครงการรัตนาธิเบศร์ มูลค่าการลงทุน 5,505 ล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 1/63 ส่วนโครงการบ้านเดี่ยวในเอกมัย-รามอินทรา อยู่ระหว่างการศึกษาแผนการลงทุน และบริษัทยังมีแผนจะลงทุนทำโครงการ Singha Complex มูลค่าการลงทุน 4,500 ล้านบาท เพื่อทำเป็นอาคารสำนักงานให้เช่าขนาดพื้นที่ 50,000 ตารางเมตร ซึ่งทางกลุ่มสิงห์ (บุญรอด) จะเช่าใช้ 10,000 ตารางเมตร และพื้นที่มอลล์ ซึ่งต้องขอมติผู้ถือหุ้นก่อน เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่
ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนจะซื้อกิจการในช่วงที่เหลือของปีนี้ 3-4 กิจการมูลค่าการลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งกิจการที่จะซื้อมีทั้งโรงแรม อาคารสำนักงานให้เช่า และบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สำหรับแหล่งที่มาของเงินลงทุนจะมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 0.9 เท่า ยังสามารถกู้ยืมได้อีกมาก เพราะเกณฑ์  D/E ของบริษัทอยู่ที่ 1.5 เท่า และที่ผ่านมาได้มีการออกหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม มูลค่า 2,500 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการชำระเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน
นอกจากนี้ในปีหน้าบริษัทยังมีแผนจะลงทุนซื้อกิจการ โดยใช้งบลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ ได้มีการลงทุนไปแล้วทั้งสิ้นประมาณ 7,000 ล้านบาท เพื่อใช้ซื้อกิจการอาคารสำนักงานให้เช่าซันทาวเวอร์ส ประมาณ 4,500 ล้านบาท ซื้อกิจการโรงแรม Phi Phi Island Village Beach Resort ประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยการซื้อกิจการเป็นหนึ่งในแผนสร้างการเติบโต
ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนจะนำสินทรัพย์จัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) โดยคาดว่าประมาณ 5 ปีต่อจากนี้ จะเห็นความชัดเจน มูลค่า 10,000 ล้านบาท และปัจจุบันบริษัทมีตึกซันทาวเวอร์ส โรงแรมสันติบุรี และโรงแรม Phi Phi Island Village Beach Resort ที่สามารถนำมาจัดตั้งกองทุนได้ และในอนาคตยังจะมีโครงการประเภทอื่นๆ เข้ามาอีก  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น