วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บริษัทแม่มด

ข่าวหุ้น - กระบอกเสียงอิสระแห่งตลาดทุน:: บริษัทแม่มด

คอลัมน์ วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557
ผู้เข้าชม : 5 คน
ความบ้าคลั่งเลยเถิดของแกนนำผู้ชุมนุมที่ได้รับการหนุนหลังโดยคนซึ่งมีอำนาจอย่างเจ้าเล่ห์ ได้ข้ามเส้นแดงของสติสัมปชัญญะทุกเส้นมาสู่พฤติกรรมการไล่ล่าแม่มดที่เคยบันทึกเอาไว้ถึงอาการขาดสติหลุดโลกของสังคมที่มืดบอดทางปัญญา

จากการไล่ล่าคนในตระกูลชินวัตรอันยาวนาน แต่ไม่สามารถฆ่าให้ตายได้อย่างที่คาดหวัง คนกลุ่มนี้ ซึ่งแอบอ้างตนเองว่าเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งที่มีแค่หยิบมือเดียว ได้เปิดปฏิบัติการใหม่ พุ่งเป้าไปที่เหยื่อรายใหม่คือ กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม

โพยรายชื่อที่พวกเขาเชื่อกันว่าเป็นธุรกิจที่โยงใยเข้ากับกลุ่มชินวัตร โดยปราศจากการตรวจสอบความถูกต้องทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัยดังกล่าว ถูกแพร่กระจายไปผ่านสื่อสารพัดที่คนเหล่านี้กุมอยู่ในกำมือ เพื่อทำให้เกิดปฏิบัติการแบบเดียวกับที่ “เชิ้ตน้ำตาล” ของพรรคนาซีในยุคก่อนสงครามโลกครั้งแรก

ในจำนวนนี้ มีรายชื่อของบริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยหลายสิบรายรวมอยู่ด้วย จนกระทั่งเกิดการถล่มขายหุ้นของบริษัทดังกล่าวในลักษณะที่เรียกว่า “แพนิก เซล” หรือการขายอย่างตื่นตระหนก โดยไม่สนใจกับการขาดทุนจากช่วงห่างของราคา เพราะอารมณ์แบบกระต่ายตื่นตูมของนักลงทุน

ข้อดีของกรณีที่เกิดขึ้นมีอย่างเดียวคือ เป็นจังหวะของการวัดสติปัญญาของนักลงทุน เพราะนักลงทุนที่ชาญฉลาดและทำตัวเป็น “ชาวสวน” เข้าซื้อในยามที่ตลาดตื่นตระหนกอย่างบ้าคลั่งไร้เหตุผลนี้ จะได้ราคาต่ำเกินจริง และมีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าปกติ

ตัวเลขของนักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อหุ้นสุทธิเมื่อวานนี้ 4,855.35 ล้านบาท แม้จะไม่ได้นัดหมายอะไรกันมาก ถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้แม่นยำ ตามสูตรเก่าแก่ของร็อธไชลด์ที่ว่า “เมื่อเลือดนองถนน ให้เข้าซื้อ”

ความไร้สติของข้อกล่าวหาในลักษณะ “ไล่ล่าแม่มด” โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทหรือกลุ่มธุรกิจเช่นนี้ มีลักษณะการเลือกปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ มันเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้สำหรับสังคมหรือคนที่มีเหตุผล เพราะมันปราศจากฐานรากของข้อมูลข่าวสาร และปราศจากความมั่นคง

ภายในช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ้มชิน ประกอบด้วย 4 บริษัทซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย คือ INTUCH, ADVANC, CSL และ THCOM ล้วนเคยตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มต่อต้านทักษิณอย่างรุนแรงมาแล้วหลายระลอก แต่ละครั้งมักจะทำให้กระทบต่อราคาหุ้นอย่างรุนแรง แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป สติสัมปชัญญะของนักลงทุนเริ่มกลับคืนสู่ความมีเหตุผล ราคาหุ้นของบริษัททั้งหลายก็กลับมาสูงกว่าก่อนการถูกโจมตีหรือป้ายสีหลายเท่า เพราผลประกอบการของบริษัททุกแห่งดีเกินคาด

ข้อเท็จจริงที่กลุ่มต่อต้านทักษิณไม่เคยพูดหรือยอมรับ (แต่ใช้กันอย่างพร่ำเพรื่ออย่างไร้สติ) คือ บริษัทเหล่านี้ ไม่ใช่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตรเลยตั้งแต่การขายหุ้นทั้งเครือให้กับกลุ่มเทมาเส็ก โฮลดิ้ง ของรัฐบาลสิงคโปร์ เมื่อต้นปี 2549 แล้ว การมุ่งเล่นงานราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าว ทำให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวผิดปกติ และทำให้กลุ่มนักลงทุนจำนวนหนึ่งทำการช้อนซื้อทำกำไรรอบแล้วรอบเล่า

ในยุคหนึ่ง รัฐมนตรีคลังที่ชื่อ กรณ์ จาติกวณิช ได้เคยพูดถึงหุ้นของ ชิน แซลเทลไลท์ (SATTEL) หลายรอบทำให้ราคาหุ้นแกว่งไกว และมีคนใกล้ชิดนักการเมืองจำนวนหนึ่งร่ำรวยกันนับร้อยล้านบาทในช่วงเวลาไม่กี่เดือน อื้อฉาวกันระยะหนึ่ง แล้วก็เงียบหายไปเพราะคนไทยลืมง่าย

หากพิเคราะห์ให้ละเอียดจะเห็นได้ว่า ข้ออ้างการโจมตีธุรกิจที่โยงใยคนในตระกูลชินวัตรนั้น มีเป้าหมายแอบแฝงมากกว่าเรื่องการเมือง โดยเฉพาะบริษัทมหาชนจดทะเบียนที่ตกเป็นเป้าหมายล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่มีผลประกอบการค่อนข้างดี มีกำไรต่อเนื่อง และไม่มีปัญหาธรรมาภิบาล ไม่มีธุรกิจเน่าเฟะหรือขาดทุนเรื้อรังปะปนอยู่ด้วย การพุ่งเป้าโจมตีดังกล่าว จึงมีเป้าหมายแอบแฝงโดยตรงไปที่ตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดทุนโดยตรง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของตลาดทุน

พฤติกรรมเช่นนี้ เป็นพฤติกรรมของคนที่มีปรัชญาต่อต้านทุนนิยมเสรีโดยตรง และเป็นการทำลายโอกาสทางธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ในนามของการใช้เสรีภาพที่เกินเลยจากความมีเหตุมีผล

สำหรับบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์นั้น แม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น เพราะไม่ได้มีการซื้อขายในสาธารณะ แต่มีผลต่อภาพลักษณ์และรายได้ทางลบที่รุนแรงทีเดียว ตัวอย่างของบริษัทจำนวนมาก ที่ต้องออกโรงมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร หรือตระกูลอื่นที่เชื่อมโยงกับทักษิณ ชินวัตร กันจ้าละหวั่นมากกว่า 10 บริษัท ทำให้บรรยากาศของสังคมไทย เริ่มเข้าข่ายบรรยากาศยุค “ล่าแม่มด” ในสมัยกลางของยุโรป ยุคศาลศาสนาในสเปนและอิตาลี หรือยุคไล่ล่าคอมมิวนิสต์ของแมคคาร์ธีในสหรัฐแห่งยุคสงครามเย็น

ประวัติศาสตร์แห่งความไร้สติของสังคมที่เชื่อว่าตนเองเป็นสาวกของพระพุทธองค์ แต่ละเลยกาลามสูตร กำลังดำเนินไปพร้อมกับกระบวนการทำลายระบบคัดกรองข่าวสารจนเหลือแต่ถ้อยคำสามานย์เพื่อทำลายล้าง สร้างบาดแผลที่นับวันจะเน่าเฟะ ยากต่อการเยียวยาด้วยการนิรโทษกรรม

วันนี้ ธุรกิจบริษัทมหาชนจดทะเบียนของไทย กำลังถูกลากจูงเข้าสู่วังวนอุบาทว์ของการเมืองที่สามานย์จนยากจะคาดเดาได้ว่า ชะตากรรมในทางร้ายนั้น จะจบสิ้นลงอย่างไร เป็นคำถามที่ท้าทายยิ่งนัก

posted from Bloggeroid

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น