วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตลาดหุ้นสวิง ขาใหญ่ 'ได้' หรือ 'เสีย'

ตลาดหุ้นสวิง ขาใหญ่ 'ได้' หรือ 'เสีย'

วัชระ แก้วสว่าง
ล้วงกระเป๋าตังค์ '4 ขาใหญ่ตลาดหุ้น' ใครกำไร ใครขาดทุน เมื่อดัชนี 6 เดือนแรก 'ผันผวนหนัก' 'เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง' ยืดอกยอมรับ เศรษฐกิจไทย
'ตลาดปราบเซียน' เซียนหุ้นรายใหญ่ นิยาม SET INDEX ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 เช่นนั้น
โดยในช่วงที่ผ่านมา หุ้นไทยออกอาการผันผวนอย่างหนัก ตามตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศที่ออกมาหดตัว เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงติดต่อกัน 4 เดือน ,ตัวเลขการ ลงทุนของภาคเอกชน และตัวเลขส่งออกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้พอร์ตหุ้นของนักลงทุนหลายราย 'ติดลบ' บางคนถึงขั้นเอ่ยปากว่า 'เล่นหุ้นช่วงนี้ไม่ง่ายเหมือนปีก่อนที่จิ้มตัวไหนก็ขึ้น' 
สอดคล้องกับคำบอกเล่าของ 'เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง' เซียนหุ้นเทคนิคชื่อดัง ที่ว่า ตลาดหุ้นในช่วงเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมา ออกแนว 'ขึ้นเร็วลงเร็ว' หลังภาวะเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่ประชาชนยังคงขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย
เมื่อตลาดหุ้นผันผวนเช่นนี้ แน่นอนว่า พอร์ตหุ้นของผมย่อม'ติดลบ' ถือเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 8 ปี แม้จะเป็นการขาดทุนเพียงเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ใจสั่นได้ ปัจจุบันตัดสินใจลดพอร์ตหุ้นเหลือเพียง 30% และหันมาถือเงินสดมากถึง 70%
'การถอยออกมาถือเงินสดมากขึ้น เพื่อหาจังหวะเข้าซื้ออีกครั้งในช่วงที่ราคาหุ้นลดลง ตอนนี้มันเป็นตลาดปราบเซียน อย่าเสี่ยงดีที่สุด' 
'เสี่ยป๋อง' ยอมรับว่า ผมยังพอมีหวังว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2558 ตลาดหุ้นไทยอาจเข้าสู่ 'แดนบวก' หากรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ฉะนั้นในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนเช่นนี้ นักลงทุนอาจใช้เวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับ 'หุ้นรายตัว' หรือ 'หุ้นรายกลุ่ม' เก็บไว้ในสต็อกก่อน เพราะหุ้นบางตัวยังให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ แม้วันนี้ราคาจะปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูงแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่รัฐบาลลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน โอกาสที่ราคาหุ้นกลุ่มนี้จะไปต่อมีแน่นอน
ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ 'เสี่ยป๋อง' ถือหุ้นหลากหลายกลุ่ม เช่น หุ้น บางกอกแลนด์ หรือ BLAND จำนวน 220 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.06% หุ้น คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ หรือ CGD จำนวน 50 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.72% หุ้น ช.การช่าง หรือ CK จำนวน 8.8 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.52% 
หุ้น ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง หรือ ECL จำนวน 6.5 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.09% หุ้น เจ มาร์ท หรือ JMART จำนวน 10 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.91% เป็นต้น ล่าสุดยังได้เข้าไปซื้อ ซิงเกอร์ ประเทศไทย หรือ SINGER ราคาหุ้นละ 14 บาท จำนวน 3 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.11% ซึ่งเป็นล็อตเดียวกับที่บมจ.เจมาร์ท เข้าซื้อจำนวน 24.99%
'ซัน-กระทรวง จารุศิระ' เจ้าของแชมป์สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย 2013 ในฐานะ 'เทรดเดอร์มืออาชีพ' เล่าว่า แม้ตลาดหุ้นจะผันผวน แต่พอร์ตลงทุน 'บวกค่อนข้างมาก' โดยเฉพาะ 'พอร์ตลงทุนระยะยาว' ซึ่งได้กำไรแล้วประมาณ 200% ส่วน 'พอร์ตเก็งกำไร' ผลตอบแทนเป็นบวกเช่นกัน
ตลาดหุ้นเวลานี้ เหมาะสำหรับ 'การเล่นรอบ' มากกว่า 'ถือลงทุนระยะยาว' เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเช่นนี้ อาจทำให้นักลงทุนไม่สามารถทำกำไรได้ครั้งละ 200-300% เหมือนก่อน แต่หากใครไม่ถนัดแนวเล่นสั้น ก็ต้องพิจารณาพื้นฐานของหุ้นและราคาเข้าซื้อให้ดีๆ เพราะหุ้นบางตัวอาจใกล้เต็มมูลค่าแล้ว
สำหรับวิธีการ 'เล่นรอบ' คือ เล่นตามกระแสข่าวต่างๆ ผสมกับการดูเส้นเทคนิค เพื่อที่จะได้รู้จังหวะเข้าและออก เพราะจังหวะเข้าสำคัญเสมอ จะได้กำไรมากน้อยอยู่ที่ตรงนี้แต่นักลงทุนไม่ควรทุ่มเงินเล่นสั้นมากเกินไป ต้องกระจายความเสี่ยงด้วย
เขา แนะนำว่า สำหรับหุ้นที่ยังลงทุนได้ คือ 1.กลุ่มท่องเที่ยว หลังการท่องเที่ยวในเมืองไทยเริ่มฟื้นตัวแล้ว 2.กลุ่มขนส่ง เมื่อท่องเที่ยวดีขึ้น แน่นอนว่า หุ้นกลุ่มขนส่งย่อมได้รับอานิสงส์ด้วย เพราะจะมีคนเดินทางมาเมืองไทยมากขึ้น 3.กลุ่มโรงพยาบาล ธุรกิจดังกล่าวยังคงเติบโตต่อเนื่อง หลังหลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
4.กลุ่มพลังงานทดแทน แม้หุ้นกลุ่มนี้จะมีค่า P/E ค่อนข้างสูง แต่ก็ยังลงทุนได้โดยเฉพาะบริษัทที่ได้ใบอนุญาตและมีการลงทุนในพลังงานทางเลือกแล้ว รวมถึงบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงการของภาครัฐ อย่างไรก็ดีนักลงทุนต้องเลือกลงทุนเป็นรายตัว เน้นตัวปลอดภัย และพื้นฐานดี
'หุ้นไทยมีโอกาสแตะ 1,700 จุดได้ แต่อาจยืนอยู่ได้ไม่นาน เว้นแต่มีปัจจัยใหญ่สนับสนุน ส่วนตัวเชื่อว่า ดัชนีคงไม่ไหลลงไประดับต่ำอีกแล้ว เพราะเมื่อดูจากพฤติกรรมจะพบว่า เมื่อตลาดลง วันต่อมาจะมีแรงซื้อกลับทันที' 
'ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร' ผู้เผยแพร่แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกในประเทศไทย หรือ วีไอ เล่าว่า ผลตอบแทนในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้อยู่ในระดับ 'บวกเล็กน้อย' ในสายตาของนักลงทุนระยะยาวมองว่า การที่ดัชนีผันผวนเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้น หากเข้าออกไม่ถูกจังหวะโอกาสขาดทุน 20-30% มีสูงมาก
แม้ตลาดหุ้นในวันนี้จะทำกำไรไม่ง่ายเหมือนก่อน แต่การลงทุนในตลาดหุ้นยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ท่ามกลางดอกเบี้ยต่ำ ทองคำผันผวน ไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงเช่นนี้ ฉะนั้นหากนักลงทุนหาข้อมูลดีๆจะพบว่า มีหุ้นบางตัวที่ยังให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 4-5% ถือเป็นระดับที่น่าพอใจ 
'ปีนี้ใครสามารถสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นได้ 10% ถือว่า เก่งมากแล้ว' 'อาจารย์นิเวศน์' มีความเชื่อเช่นนั้น 
'กูรูหุ้น' บอกว่า ตลาดหุ้นไทยที่ผันผวนเช่นนี้ นักลงทุนควรถือลงทุนระยะยาว 1 ปีขึ้นไป โดยเลือกซื้อหุ้นเป็นรายตัวในราคาต่ำๆ และเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี ฉะนั้นแนะนำลงทุนหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง ท่ามกลางเศรษฐกิจอ่อนแรง ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจโดดเด่น และมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง 
จากการสำรวจการครอบครองหุ้นของ 'ดร.นิเวศน์' พบว่า ในครึ่งปีแรกมีหุ้นในพอร์ตหลากหลายตัว เช่น หุ้น บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ BAFS จำนวน 4 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.78% หุ้น จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ EASTW จำนวน 10 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.60% หุ้น เอ็ม บี เค หรือ MBK จำนวน 10 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.53% หุ้น มูราโมโต้ อีเล็คตรอน หรือ METCO จำนวน 1.2 แสนหุ้น คิดเป็น 0.57% หุ้น ทุนธนชาต หรือ TCAP จำนวน 7 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.55% 
'นพ.บุญ วนาสิน' ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี ในฐานะ 'นักลงทุนรุ่นลายคราม' พูดในทำนองเดียวกันว่า แม้ตลาดหุ้นจะไม่ดีเหมือนปีก่อน แต่พอร์ตลงทุนก็ 'บวกเล็กน้อย'เนื่องจากต้นปีที่ผ่านมา ได้กำไรค่อนข้างมากจากหุ้นหนึ่งตัว (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ)
ปัจจุบันมูลค่าพอร์ตลงทุนเหลือเพียง 'หลักร้อยล้าน' หลังเมื่อ 6-7 เดือนก่อนมีการปรับลดพอร์ตหุ้นไทย เพราะต้องการโยกเงินไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีประมาณ 6%
สาเหตุที่ลดพอร์ตลงทุนในหุ้นไทย เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆตัวของเมืองไทยอยู่ในเกณฑ์ไม่ดีมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ประกอบกับค่า P/E ตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 15-16 เท่า ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูง เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ฉะนั้นเมื่อตลาดหุ้นไทยยังไม่มีสิ่งจูงใจใหม่ ขณะที่ผลตอบแทนก็ไม่สูงมาก จึงตัดสินใจไปหาเงินนอกบ้าน 
'ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2558 น่าจะออกมาไม่ดี ฉะนั้นนักลงทุนอาจต้องใช้ 'ความระมัดระวัง' ในการลงทุนอย่างมาก' 
'หมอบุญ' แนะนำการลงทุนว่า สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนต่างประเทศให้เลือกลงทุนในกองทุนต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากเศรษฐกิจในหลายประเทศกำลังดีขึ้น โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงสิ้นปีนี้ ขณะที่สกุลเงินยูโรก็กำลังจะฟื้นตัว
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ยอมรับว่า 'เป็นการลงทุนที่อาจทำกำไรได้ลำบาก' แต่กลุ่มที่ยังลงทุนได้ คือ 'กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง' เพราะหากภาครัฐมีการอนุมัติโครงการเมกะโปรเจคออกมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า งานก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูม เฟส 2 หรือโครงการมอเตอร์เวย์ หุ้นกลุ่มนี้ไปแน่ นอกจากนั้นยังมี 'กลุ่มส่งออก' และ 'กลุ่มท่องเที่ยว' 
ส่วนหุ้น 'กลุ่มธนาคาร' ปีนี้ค่อนข้างลำบาก เพราะว่าผลประกอบการที่ประกาศออกมามี 'กำไรสุทธิลดลง' หลังกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว โดยภาคประชาชนยังไม่มีความมั่นใจว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวช่วงไหน ส่งผลให้ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย
                                                   'ดัชนี' มีลุ้นแตะ 1,700 จุด 
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI วิเคราะห์ว่า ในช่วงระยะสั้น SET INDEX ยังมีโอกาสปรับตัวในลักษณะ 'ผันผวน' ในกรอบแคบๆ เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอดูว่าจะมีเหตุการณ์ใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุนตลาดหรือไม่
ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ที่ดัชนีจะย่อตัวลงอีก เนื่องจากยังมีแรงกดดันจากแนวโน้มการปรับลดคาดการณ์รายได้ในปี 2558 ของบริษัทจดทะเบียนในบางกลุ่มอุตสาหกรรม และมีแนวโน้มว่า ทางการอาจปรับลด GDP ปี 2558 ลงอีก หลังตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกออกมาต่ำกว่าคาด รวมทั้งแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หลังค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ส่วนใหญ่ย้ายเงินลงทุนจากภูมิภาคเอเชียใต้ไปยังเอเชีเหนือ โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น ซึ่งมีมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนและเริ่มเห็นเป็นรูปธรรม
สำหรับมูลค่าหุ้นไทยปัจจุบันนับว่า ยังอยู่ในระดับไม่แพงมากนัก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาค หลังจากที่ดัชนีได้มีการปรับตัวย่อฐานลงมาอยู่ที่ระดับ 1,510-1,520 จุด ปัจจุบันราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไร (P/E) อยู่ที่ระดับ 15.07 เท่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 15.22 เท่า และระดับอัตราการเติบโตของกำไร (EPS Growth) ที่ระดับ 32.57% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 13.76% ทำให้มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าทยอยลงทุนในช่วงเวลานี้
'ดัชนีมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,450-1,650 จุด และมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,700 จุด ได้ภายในปีนี้' 
นักวิเคราะห์ บอกว่า ครึ่งหลังของปีนี้ ดัชนียังคงมีแนวโน้มดีกว่าครึ่งปีแรก หลังเศรษฐกิจไทยน่าจะเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัว และอาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่การท่องเที่ยวและส่งออกน่าจะดีขึ้น จากอานิสงส์ของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยมีมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์
ขณะเดียวกันยังมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยต่างประเทศ เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางหลักบางประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและยูโรโซน
รวมทั้งการชะลอขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ยังผลักดันให้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นมีความน่าสนใจอยู่ในช่วงนี้ ขณะที่ความกังวลเรื่องความสามารถในการชำระหนี้สาธารณะของกรีซ น่าจะเป็นเพียงแรงกดดันต่อ Sentiment ในบางจังหวะเท่านั้น
'ดัชนีจะมีแนวโน้มปรับตัวได้ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของการผลักดันโครงการต่างๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนภายในประเทศและต่างชาติ โดยเฉพาะการเร่งผลักดันในส่วนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการเร่งประมูล 4G ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้' 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น