แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รับเหมา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รับเหมา แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ พรบ.งบปี57ไม่ขัดกม. โบรกฯมองงบผ่านตลาดหุ้นไปต่อ 1,450 จุด ข่าวหน้าหนึ่ง วันศุกร์ที่ 04 ตุลาคม 2556

ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญวันนี้
พรบ.งบปี57ไม่ขัดกม.
โบรกฯมองงบผ่านตลาดหุ้นไปต่อ 1,450 จุด

ข่าวหน้าหนึ่ง วันศุกร์ที่ 04 ตุลาคม 2556 
ผู้เข้าชม : 10 คน 


วันนี้ลุ้นศาลฯวินิจฉัยร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 57 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ  “วราเทพ” เคลียร์รัฐไม่เคยตัดงบศาลฯ และหน่วยงานอิสระ ด้านโบรกฯมองวานนี้ตลาดหุ้นไทยพุ่ง 20 จุด มาจากปัจจัยการเมืองหนุน หากวันนี้ศาลฯไฟเขียวหุ้นไปต่อ 1,450 จุด แนะลงทุนกลุ่มธนาคาร ก่อสร้าง ท่องเที่ยว และพลังงาน

ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.19 จุด หรือคิดเป็น 1.43% ปิดที่ระดับ 1,429.18 จุด  มูลค่าการซื้อขาย 39,972 ล้านบาท มากกว่าตลาดหุ้นอื่นในกลุ่ม TIP  ที่บวกไม่ถึง 1% ขณะที่มีแรงซื้อนำหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์  และแบงก์ ตามด้วยกลุ่มพลังงาน พาณิชย์ และขนส่ง โดยนักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยหลักมาจากภายในประเทศ โดยคาดว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 57 จะผ่านการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้
โดยวันนี้ เวลา 10.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการแถลงด้วยวาจาก่อนการลงมติและลงมติกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) รวม 112 คน ยื่นคำร้องขอให้ศาลฯพิจารณาวินิจฉัยว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 57 ในมาตรา 27 ในส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลปกครอง  มาตรา 28 ในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีข้อความขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบประมาณที่เพียงพอให้หน่วยงานดังกล่าว
ด้านนายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ เผยว่า วันนี้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการแถลงด้วยวาจาก่อนการลงมติ กรณี ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 57 จะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
สำหรับแนวการพิจารณา ว่า หากมีการวินิจฉัยว่า คำร้องในมาตราที่มีผู้ยื่นคำร้องมานั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 57 ทั้งฉบับ โดยจะมีผลเฉพาะมาตราที่ถูกร้องว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น
แต่หากศาลฯพิจารณาแล้ว เห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายต่อไป อย่างไรก็ตาม ผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไร ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลฯในวันนี้

โบรกมองงบ57ผ่านฉลุย
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นต่อ เป็นเรื่องการเมืองในประเทศ ซึ่งวันนี้ศาลฯจะแถลงชี้ขาดเรื่อง พ.ร.บ.งบฯปี 57 น่าจะผ่านไปได้
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์กรุงศรี กล่าวว่า ปัจจัยในประเทศวันนี้จะมีการให้ถ้อยแถลงของศาลรัฐธรรมนูญต่อร่างงบประมาณปี 57 ตลาดเชื่อว่าน่าจะผ่านไปได้ และคดีเกี่ยวกับการแก้ไขที่มาของส.ว.ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องฯ เป็นผลบวกต่อตลาด โดยให้แนวต้าน 1,450 จุด แนวรับ 1,400 จุด
นายยืนยง เทพจำนงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายลงทุน-งานลงทุนในตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า ศาลฯจะแถลงชี้ขาดเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณปี 57 ซึ่งประเด็นนี้ เชื่อว่าน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี  โดยเน้นลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร ก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ท่องเที่ยว และพลังงาน
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนภายในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนต.ค. มองว่า ความผันผวนยังคงมีอยู่ ด้านเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามีโอกาสเช่นกัน หากปัจจัยลบจากนอกและในประเทศเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น แม้ว่า เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามานั้นจะไม่มากนักก็ตาม
สำหรับปัจจัยสำคัญในการกำหนดการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว คือ การลดวงเงินเข้าระบบผ่านมาตรการทางการเงิน QE ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการพิจารณาใหม่ในช่วงเดือนต.ค. และเดือนธ.ค. นี้ ทั้งนี้ ยังคงเชื่อว่าเฟดพิจารณาในการปรับลดวงเงินดังกล่าวในการประชุมสุดท้ายในเดือนธ.ค.แน่นอน แม้ว่า ผลประชุมช่วงที่ผ่านมาจะคงวงเงิน QE ก็ตาม  ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะหุ้นกลุ่มอาหาร กลุ่มอิเลคทรอนิกส์ และกลุ่มท่องเที่ยว เพราะหุ้นกลุ่มดังกล่าวได้รับอานิสงส์จากภายในประเทศในการทำกำไรระยะยาว

วราเทพแจงไม่เคยตัดงบ
ด้านนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ว่า ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้นัดแถลงด้วยวาจาและจะมีการลงมติในคำร้องที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของ ส.ส.และส.ว. รวม 112 คน ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปีพ.ศ. 2557 ในวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคมนั้น ทางรัฐบาลยังไม่อยากคาดเดาถึงผลที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่มั่นใจและเชื่อมั่นในการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ห่วงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในคำตัดสินแม้ว่าผลจะออกไปในรูปแบบหรือทิศทางใดก็ตาม เพราะตนเชื่อว่าทุกอย่างมีช่องทางออกตามระบบของรัฐธรรมนูญ
"ยังไม่อยากคาดเดาถึงผลที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นคำตัดสินของศาล ขอให้คำวินิจฉัยของศาลออกมาก่อน แต่ทุกอย่างมีแนวทางในการดำเนินการแก้ไขในระบบของรัฐธรรมนูญไม่ว่าศาลจะตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม" นายวราเทพ กล่าว
โดยที่ผ่านมาได้ชี้ให้ศาลเห็นถึงการเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนในคำร้อง ที่ผู้ร้องระบุในทำนองว่ามีการไปตัดลดงบประมาณขององค์กรอิสระ และยืนยันว่าการพิจารณาของ กมธ.ไม่ได้เป็นการตัดงบ แต่เป็นเพียงการพิจารณาปรับลดทั้ง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วยศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทาง กมธ.ได้มีการปรับลดงบประมาณน้อยมาก เช่น กรณีของศาลยุติธรรม ทาง กมธ.ปรับลดเพียง 10 ล้านบาทเศษในส่วนของที่ดินและสิ่งก่อสร้างจากวงเงินทั้งหมดกว่า 1 พันล้านบาท ในส่วนของ ป.ป.ช.ก็ได้มีการปรับลดงบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์เพียง 4 ล้านบาทเศษ จากกว่า 1 พันล้านบาท ส่วนของศาลปกครองก็ไม่ได้มีการปรับลดงบประมาณแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นการตัดงบประมาณตามที่ปรากฏเป็นข่าวเลย
ทั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ชี้แจงในชั้นกรรมาธิการชุดใหญ่เพื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้ว พร้อมกับเชิญเจ้าหน้าที่จากศาลปกครอง ศาลยุติธรรม และ ป.ป.ช.มาชี้แจงแล้ว และยังได้ไปชี้แจงในชั้นอนุกรรมการทั้ง 3 คณะ ดังนั้นการที่คำร้องระบุว่าไม่เปิดโอกาสให้มาชี้แจงนั้นเป็นการพูดในข้อเท็จจริงหลังจากการพิจารณาในชั้นอนุกรรมการเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เพราะหากว่างบประมาณของทั้ง 3 หน่วยงานไม่เพียงพอจึงไม่มีการโต้แย้งตั้งแต่ต้น จึงขอย้ำว่ากรรมาธิการได้จัดสรรงบประมาณตามหลักการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญทุกประการ
ทั้งนี้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 มาตรา 168 วรรคแปด ระบุไว้ว่า "รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ"
มาตรา 169 วรรคเก้า ระบุไว้ว่า "ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามวรรคแปด หากหน่วยงานนั้นเห็นว่างบประมาณรายจ่ายที่ได้รับการจัดสรรให้นั้นไม่เพียงพอ ให้สามารถนำเสนอคำขอแปรญัตติคณะกรรมาธิการได้โดยตรง"

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

 เปิดหุ้นพื้นฐานดี P/E ต่ำ Upside น่าจูงใจ... โดย บล.บีเอส วิคเคอร์ส

ชื่อ:  Set.JPG
ครั้ง: 1416
ขนาด:  50.2 กิโลไบต์


บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (14 มิ.ย.) ว่า หลังจาก SET Index ได้อ่อนตัวลงมาแล้ว 297.82 จุด (เทียบระดับดัชนีสูงสุดและต่ำสุดในช่วง 21 พ.ค.56-13 มิ.ย.56) หรือ -18.1% และ ณ ระดับปิดของเมื่อวานนี้ (13 มิ.ย.56) ระดับ Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยลงมาเหลือเพียง 12.5 เท่า ขณะที่การเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) บริษัทจดทะเบียนที่ฝ่ายวิจัยฯ DBSV ทำการวิเคราะห์ยังคงสูงที่ 23%

ทาง Retail Research จึงได้ Scan หาหลักทรัพย์พื้นฐานดีใน DBSV Coverage ที่มี P/E ต่ำกว่า 12 เท่าและราคาเป้าหมายระยะยาว 1 ปีเทียบกับราคาปิดแล้วมี Upside ที่จูงใจ ซึ่งเป็นดังตารางด้านล่าง ซึ่งหากเราพิจารณาหลักทรัพย์ที่มี P/E ต่ำทั้งในปี 56 และปี 57 รวมทั้งให้อัตราผลตอบแทนของเงินปันผลสูงด้วยเราพบว่าหลักทรัพย์ที่น่าสนใจในแต่ละกลุ่มเป็นดังนี้

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : TISCO, KTB, BBL

กลุ่มพลังงาน & ปิโตรเคมี : PTT, PTTEP, PTTGC

กลุ่มที่พักอาศัย : MK, AP, SIRI, SC, SPALI, QH

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : TMT, LHK

กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง & นิคมอุตสาหกรรม : SRICHA, HEMRAJ

กลุ่มขนส่ง : THAI

 เปิดหุ้นพื้นฐานดี P/E ต่ำ Upside น่าจูงใจ... โดย บล.บีเอส วิคเคอร์ส

ชื่อ:  Set.JPG
ครั้ง: 1416
ขนาด:  50.2 กิโลไบต์


บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (14 มิ.ย.) ว่า หลังจาก SET Index ได้อ่อนตัวลงมาแล้ว 297.82 จุด (เทียบระดับดัชนีสูงสุดและต่ำสุดในช่วง 21 พ.ค.56-13 มิ.ย.56) หรือ -18.1% และ ณ ระดับปิดของเมื่อวานนี้ (13 มิ.ย.56) ระดับ Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยลงมาเหลือเพียง 12.5 เท่า ขณะที่การเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) บริษัทจดทะเบียนที่ฝ่ายวิจัยฯ DBSV ทำการวิเคราะห์ยังคงสูงที่ 23%

ทาง Retail Research จึงได้ Scan หาหลักทรัพย์พื้นฐานดีใน DBSV Coverage ที่มี P/E ต่ำกว่า 12 เท่าและราคาเป้าหมายระยะยาว 1 ปีเทียบกับราคาปิดแล้วมี Upside ที่จูงใจ ซึ่งเป็นดังตารางด้านล่าง ซึ่งหากเราพิจารณาหลักทรัพย์ที่มี P/E ต่ำทั้งในปี 56 และปี 57 รวมทั้งให้อัตราผลตอบแทนของเงินปันผลสูงด้วยเราพบว่าหลักทรัพย์ที่น่าสนใจในแต่ละกลุ่มเป็นดังนี้

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : TISCO, KTB, BBL

กลุ่มพลังงาน & ปิโตรเคมี : PTT, PTTEP, PTTGC

กลุ่มที่พักอาศัย : MK, AP, SIRI, SC, SPALI, QH

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : TMT, LHK

กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง & นิคมอุตสาหกรรม : SRICHA, HEMRAJ

กลุ่มขนส่ง : THAI

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บลูมเบิร์กประเมินCK พี/อีลดฮวบ7.98เท่า


บลูมเบิร์กประเมินCK
พี/อีลดฮวบ7.98เท่า

ข่าวหน้าหนึ่ง วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2556 
ผู้เข้าชม : 7 คน 

"บลูมเบิร์ก" คำนวณ P/E ของ CK ลดฮวบเหลือ 7.98 เท่า จากเดิม 77 เท่า หลัง CK แจ้งงบ Q1 กำไร 5,070 ล้านบาท โตกระฉูด 4,583% บุ๊คพิเศษขาย TTW 3,822 ล้านบาท ลุ้น Q2 เด้งต่อจ่อบุ๊คขาย BMCL อีก 2,000 ล้านบาท

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานข่าวบลูมเบิร์ก คำนวณอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ของ CK ลดลงมาอยู่ที่ 7.98 เท่า จากเดิมอยู่ที่ 77.77 เท่า หลังจากที่บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/56 มีกำไรสุทธิ 5,070 ล้านบาท เติบโต 4,583% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ คำนวณ ณ ราคาปิดวานนี้ (16 พ.ค. 56) ที่ 26.75 บาท 
                นายสุรชัย ประมวลเจริญกิจ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/56 มีกำไรสุทธิ 5,070 ล้านบาท เติบโต 4,583% ทำให้อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ลดลงเหลือต่ำกว่า 10 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 77.77 เท่า
                ส่วนแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/56 ของ CK จะโดดเด่นต่อ เนื่องจากในไตรมาส 1/56 ยังได้ขายหุ้น BMCL คาดจะมีการบันทึกกำไรเป็นเงินสดหลังภาษีประมาณ 800 ล้านบาท และการเปลี่ยนวิธีบัญชีอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท ทำให้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/56 จะยังโดดเด่นต่อ 
ขณะที่ปัจจุบัน CK มีงานในมือมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ณ สิ้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา มีอยู่ประมาณ 20 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 165,924 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ถึง 5-6 ปี  และในปี 2556-2557 มีโครงการขนาดใหญ่จำนวนมากที่รัฐบาลจะเปิดให้มีการประมูลรวมแล้วเท่ากับ 839,092 ล้านบาท แต่เมื่อคำนึงถึงความล่าช้าของโครงการ CK ประเมินจะได้งานในปีนี้เพิ่มขึ้น 30,000-40,000 ล้านบาท 
ทั้งนี้ ปัจจัยต่างๆ ในครึ่งปีแรกนี้ยังหนุน คือ 1.กำไรไตรมาส 1/56 และไตรมาส 2/56 จะสูงและโดดเด่น รวมถึงภาระหนี้ต่อทุนที่ลดลงเหลือเพียง 1-1.2 เท่า จากรายการพิเศษขาย TTW และ BMCL  2.โครงการ Mega Infrastructure Project อยู่ในช่วง Super Cycle  3.งานในมือสูงถึง 1.65 แสนล้านบาท รองรับยอดรายได้ถึง 5-6 ปี 
และ 4.บริษัทร่วมลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ คือ BECL, BMCL, TTW และ CK Power จะเติบโตโดดเด่น  และมีการขยายการลงทุน หนุน CK ได้งานรับเหมาก่อสร้างเพิ่มขึ้น  ดังนั้น คงคำแนะนำ "ซื้อ" ในลักษณะเก็งกำไร ประเมินราคาเป้าหมาย 32 บาท
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/56 บริษัทมีกำไรสุทธิ 5,070.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,583.90% จากไตรมาส 1/55  ที่มีกำไรสุทธิ 108.24 ล้านบาท  เนื่องจากได้จำหน่ายเงินลงทุนในบมจ.น้ำประปาไทย (TTW) รับรู้กำไรประมาณ 2,203.2 ล้านบาท
โดยผลจากการจำหน่ายเงินลงทุน ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นใน TTW ลดลง บริษัทจึงจัดประเภทเงินลงทุนใหม่ จากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเป็นเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขาย และบริษัทเปลี่ยนวิธีแสดงมูลค่าเงินลงทุนจากวิธีส่วนได้เสียเป็นแสดงตามมูลค่ายุติธรรม บริษัทจึงบันทึกกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในบริษัทร่วม ณ วันเปลี่ยนสถานะเป็นจำนวนเงินประมาณ 3,821.6 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวสัญญาที่ 1 งานโยธา ช่วงแบริ่ง–สมุทรปราการ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญาที่ 2 งานออกแบบและควบคู่การก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน ช่วงสนามไชย-ท่าพระ รวมทั้งสัญญาที่ 5 งานออกแบบควบคู่การก่อสร้าง ระบบรถไฟฟ้าของทั้งโครงการ เป็นต้น

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

CK กำไรไตรมาส 1/56 โตกว่า 40 เท่า เหตุขายหุ้น TTW หนุน


CK กำไรไตรมาส 1/56 โตกว่า 40 เท่า เหตุขายหุ้น TTW หนุน

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2556 เวลา 18:55:11 น. 
ผู้เข้าชม : 249 คน 

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK รวมบริษัทย่อยแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 1/56 มีกำไรสุทธิ 5,070.28 ล้านบาท หรือ 3.07 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 4,583.95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 108.25 ล้านบาท หรือ 0.07 บาทต่อหุ้น
เนื่องจากบริษัทฯ ได้จำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท น้ำประปาไทย จำกัด(มหาชน) ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 และรับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนดังกล่าว เป็นจำนวนเงินประมาณ 2,203.2 ล้านบาท ซึ่งผลจากการจำหน่ายเงินลงทุนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท น้ำประปาไทย จำกัด (มหาชน) ลดลง บริษัทฯ จึงได้จัดประเภทเงินลงทุนใหม่ จากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเป็นเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขาย และบริษัทฯได้เปลี่ยนวิธีแสดงมูลค่าเงินลงทุนจากวิธีส่วนได้เสียเป็นแสดงตามมูลค่ายุติธรรม บริษัทฯจึงได้บันทึกกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในบริษัทร่วม ณ วันเปลี่ยนสถานะเป็นจำนวนเงินประมาณ 3,821.6 ล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทฯ มีรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวสัญญาที่ 1 งานโยธา ช่วงแบริ่ง –สมุทรปราการ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญาที่ 2 งานออกแบบและควบคู่การก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน ช่วงสนามไชย-ท่าพระ รวมทั้งสัญญาที่ 5 งานออกแบบควบคู่การก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าของทั้งโครงการ เป็นต้น
ข่าวล่าสุด

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

STEC กำไร Q1/56 เพิ่มขึ้นเป็น 402.56 ลบ.ตามรายได้งานก่อสร้างหนุน


STEC กำไร Q1/56 เพิ่มขึ้นเป็น 402.56 ลบ.ตามรายได้งานก่อสร้างหนุน

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม 2556 เวลา 10:26:33 น.
ผู้เข้าชม : 296 คน

บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC รวมบริษัทย่อย แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 1/56 มีกำไรสุทธิ 402.56 ล้านบาท หรือ 0.26 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 33.84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 300.78 ล้านบาท หรือ 0.20 บาทต่อหุ้น เนื่องจากบริษัทฯและบริษัทย่อยมีรายได้จากงานก่อสร้างเพิ่มมากขึ้นประกอบกับมีรายได้ของโครงการที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

ยุคเฟื่องฟู CK กำงานแสนล. ลุ้นงบ Q1/56 กำไรปูด

 ลุ้น CK งบ Q1/56 กำไรปูด รับรู้รายการพิเศษขายหุ้น TTW บันทึกกว่า 8,500 ล้านบาท อีกทั้งมีงานในมือทะลัก จ่อเซ็นสัญญางานใหม่เพิ่มอานิสงส์อีกราว 2.8 หมื่นลบ. ปัจจุบันตุนงานแล้ว 1.18 แสนลบ. คาดสิ้นปีแตะ 2 แสนลบ. ด้านนักวิเคราะห์เชียร์สุดใจ เพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 30.50 -33.50 บ.

        วัฏจักรขาขึ้นวงการก่อสร้างอันได้รับผลดีโดยตรงจากเม็ดเงินลงทุนหลากโครงการยักษ์ของรัฐบาลยังคงหนุนนำให้ผู้ประกอบการก่อสร้างรายใหญ่สามารถกอบโกยงานมากขึ้นต่อไป ซึ่งในงบสิ้นปีที่ผ่านมาล้วนแสดงชัดเจนแล้ว และยังน่าจะลากยาวต่อไปทำให้ CK หนึ่งในเจ้าใหญ่ของไทยจะมีตัวเลขงบการเงินสวยๆ มาโชว์ผู้ถือหุ้นได้ต่อไปอีกครั้ง
*** ยุคเฟื่องฟู CK สิ้นปีหวังคว้างานในมือแตะ 2 แสนลบ.
        แหล่งข่าวจากบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เปิดเผยว่า ปัจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญารับงานใหม่เพิ่มมูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 โครงการ ได้แก่ โครงการของบางปะอินโคเจนเนอเรชั่น เฟส2 โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวสัญญา 2 ระบบวางราง และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สัญญา 4 โดยคาดว่า ปีนี้บริษัทฯ จะสามารถเซ็นสัญญารับงานดังกล่าวได้ทั้งหมด โดยโครงการที่คาดว่าบริษัทฯ จะเข้าประมูลเพิ่มเติมในช่วงหลังจากนี้ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีชมพู สายสีส้ม รถไฟฟ้ารางคู่ มอเตอร์เวย์ แอร์พอร์ตลิ้ง สุวรรณภูมิเฟส2 ท่อส่งก๊าซของ ปตท. และโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล
         ทั้งนี้ คาดว่า รายได้ปีนี้จะเติบโต 25-30% จากปีก่อน หรืออยู่ที่ 2.5-2.8 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นงานประเภทก่อสร้าง 2.3 หมื่นล้านบาท และที่เหลือเป็นรายได้จากเงินปันผลต่างๆ โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีงานในมือ (Backlog) ประมาณ 1.18 แสนล้านบาทและคาดว่าในช่วงสิ้นปีนี้ก็มีโอกาสที่งานในมือจะถึง 2 แสนล้านบาทได้จากการเข้าประมูลงานต่างๆเพิ่มขึ้น
**** ศักยภาพทำกำไรยอดเยี่ยม ตัวเลขการเงินแกร่ง ลุ้นงบ Q1 สวย
          ผู้บริหารยังระบุอีกว่า ในปีนี้บริษัทฯ คาดว่าจะมีอัตรากำไรขั้นต้น(Gross margin)ราว 10-11%ใกล้เคียงปีก่อนที่อยู่ระดับ 11.37% แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นก็ตาม
          ส่วนกรณีการจ่ายปันผลพิเศษนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับข้อเสนอของผู้ถือหุ้นที่ให้มีการจ่ายปันผลพิเศษจากเงินที่ได้รับมาจากการขายหุ้น TTW จำนวน 11% ให้กับบมจ.ทางด่วนกรุงเทพ (BECL)ที่มีกำไรราว 2.2 พันล้านบาท โดยจะบันทึกเข้ามาในไตรมาส1/56 โดยในเบื้องต้นบริษัทฯ มีแนวทางที่ต้องการลดระดับหนี้สินต่อทุน (ดี/อี)ลง จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 2.5 เท่าซึ่งหากบันทึกกำไรจากการขายหุ้นดังกล่าวเข้ามาแล้ว จะเหลือ 1.5 เท่า ซึ่งในปีนี้บริษัทฯ ก็ต้องการอยากรักษาระดับดี/อี ให้ได้อยู่ที่ 1.5 เท่า และก็ตั้งเป้าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าระดับดี/อี ก็จะรักษาให้ได้อยู่ในระดับประมาณ 1.5 เท่า
          ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแนวทางการใช้เงินกำไรจากการขายหุ้น 3 แนวทาง ได้แก่ นำไปใช้หนี้เพื่อลดต้นทุนของดอกเบี้ยเงินกู้จากสถาบันการเงิน นำไปใช้ลงทุนรองรับการดำเนินกิจการและขยายการอรงรับงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และนำไปใช้ลงทุนในโครงการไซยะบุรี ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างฝายและโรงไฟฟ้าในลาวที่ตั้งงบลงทุนสำหรับการลงทุนในไซยะบุรีเป็นจำนวน 600-700 ล้านบาท
           สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 1/56 จะเติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 568 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯจะบันทึกกำไรพิเศษจากการขายหุ้นและกำไรจากผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา
*** *ชี้งบโค้งแรกคาดบันทึกกว่า 8,500 ล้านบาท 
         บล.ไอร่า ระบุในบทวิเคราะห์ว่า CK จะมีความโดดเด่นจากผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะใน 1Q/56 ที่คาดมีกำไรจากรายการพิเศษรวมกว่า 8,500 ล้านบาท ส่งผลให้ Equity ดีขึ้น และทำให้ BV เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 5.26 บาท เป็น 10.13 บาท ซึ่งจากการคำนวณโดยใช้ PBV เดิมที่ 3.0 เท่า ทำให้ราคาเป้าหมายในปี’56 เพิ่มขึ้นจากเดิม 15.75 บาท เป็น 30.50 บาท หรือคิดเป็น PE ประมาณ 6 เท่า (จาก EPS ที่ 5.37 บาท แต่ภายใต้ EPS จากการดำเนินงานปกติ ที่ 0.16 บาท PE จะอยู่ในระดับที่สูงกว่า 100 เท่า)
        ทั้งนี้หลัง CK ขายเงินลงทุนใน TTW สัดส่วน 11% หรือจำนวน 438.9 ล้านหุ้น @7.55 บาท และสัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือ 19.04% หรือ 759.5 ล้านหุ้น ทำให้ใน 1Q/56 มีการบันทึกกำไรจากรายพิเศษในงบกำไร – ขาดทุน ได้แก่ (1) กำไรจากการขายหุ้น ประมาณ 2,221 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาขาย (7.55 บาท) และต้นทุน (2.49 บาท/หุ้น) หรือ 5.06 บาท/หุ้น (2) กำไรในส่วนที่ Mark to Market ณ วันสิ้นงวด 1Q/56 หลังมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นของ TTW ลดลงเหลือ 19% ซึ่งหากอ้างอิงราคาของ TTW ล่าสุดที่ 10.90 บาท คาดมีกำไรสูงถึง 6,500 ล้านบาท และคาดทำให้ผลการดำเนินงานใน 1Q/56 โดยเฉพาะกำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่นซึ่งกำไรสุทธิที่โดดเด่นใน 1Q/56 คาดทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นดีขึ้น โดยเฉพาะกำไรสะสมที่คาดเพิ่มขึ้นจาก 296 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี’55 เป็นประมาณ 8,700 ล้านบาท ทำให้คาด Net Debt / Equity ปรับตัวดีขึ้น คาดจาก 2.55 เท่า เมื่อปี’55 ลงมาอยู่ต่ำกว่า 2 เท่า ซึ่งเป็นเป้าหมายของ CK และมีความเป็นไปได้ที่จะลดลงไปถึง 1.5 เท่า

***
ความน่าสนใจและความเสี่ยง
           บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” CK มูลค่าที่เหมาะสม 33.5 บาท เนื่องจาก 1) แนวโน้มงานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะทำให้งานในมือและรายได้ของ CK เพิ่มขึ้น 2) สถานะการเงินของ CK ที่ดีขึ้นจากการขาย TTW และ 3) กำไรจากการจดทะเบียนบริษัท CK Power ในตลาดหลักทรัพย์ ทว่าความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังคือ 1) ความล่าช้าในการก่อสร้าง 2) โครงการที่น้อยกว่าคาดและ 3) ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น